รีวิว JBL Under Armour True Wireless Streak หูฟังตอบโจทย์สายสปอร์ตสุด ใส่ออกกำลังกายเพลิน

ในบทความนี้เราจะมา รีวิว JBL UA True Wireless Streak หูฟังไร้สายสำหรับออกกำลังกายแบบ True Wireless ที่ JBL ได้ Collaborate กับแบรนด์ดังอย่าง Under Armour ตัวหูฟังถูกออกแบบมาเพื่อแฟนๆ ของ Under Armour โดยเฉพาะ ด้วยดีไซน์ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาพิเศษ สีสันสดใส เหมาะกับวัยหนุ่มสาว และสามารถปรับขนาดให้พอดีกับหูผู้ใส่ ทำให้สามารถสวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งในบทความนี้ผมจะของเรียกสั้น ๆ ว่า JBL UA Streak แทนนะครับ

JBL UA Streak เปิดตัวในไทยไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 64 ที่ผ่านมา ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 5,990 บาท

สั่งซื้อ JBL UA True Wireless Streak

มาเริ่ม รีวิว JBL UA True Wireless Streak กัน

จุดเด่นของ JBL UA Streak

  • ดีไซน์เล็ก น้ำหนักเบาพิเศษเหมาะสมกับทุกสรีระของหู
  • ผิวสัมผัสด้าน Style Sport
  • JBL Charge Sound เสียงเบสหนักเพื่อการออกกำลังกายโดยเฉพาะ
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 0
  • ระยะเวลาการใช้งานรวมสูงสุด 18 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
    (ตัวหูฟัง 6 ชั่วโมง /ตัว Case 12 ชม.)
  • Google Fast Pair
  • มีคุณสมบัติกันน้ำด้วยระบบกันน้ำจาก UA Storm (ระดับ IPX7) สามารถโดนน้ำโดนเหงื่อได้สบาย
  • ระบบ All-Access Touch Control
  • มีไมโครโฟนในตัวสามารถ รับสาย-โทรออกได้ ทั้ง 2 ข้าง
  • ฟังก์ชั่น Ambient Aware และ Talk Thru ช่วยให้ได้ยินเสียงรอบข้างระหว่างใช้งานหูฟัง
  • พร้อม Map Myrun Premium Membership ฟรี 12 เดือน
  • มีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี ได้แก่สีดำ และสีแดง

สำรวจตัวหูฟัง

อุปกรณ์ในกล่อง

  • ตัวหูฟัง JBL UA Streak
  • กล่องเก็บหูฟัง
  • สายชาร์จแบต แบบ Type C
  • Winged Enhancer 3 ไซส์
  • จุก In-Ear 3 ไซส์
  • คู่มือการใช้งาน

ตัวกล่องเคสเก็บหูฟังมีลักษณะเป็นสีด้าน ไม่มีความลื่น น้ำหนักเบา ตัวกล่องเคสมีแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จหูฟังให้ใช้งานได้ต่ออีก 12 ชั่วโมง ด้านบนมีโลโก้ของแบรนด์ Under Armour แสดงเด่นอยู่ตรงกลางกล่อง ด้านหน้ากล่องมีโลโก้ JBL ตัวกล่องเก็บ

มีไฟ LED บอกสถานะแบตเตอรี่ทั้งหมด 3 ดวง ดวงละ 33% โดยประมาณ

ชาร์จไฟผ่านหัวชาร์จแบบ Type C ตัวสายที่ให้มาค่อนข้างสั้นมาก หากไม่สะดวกก็ใช้กับสายชาร์จ Type C ทั่วไปได้เลย

เปิดกล่องเคสมาก็จะเจอหูฟัง JBL UA Streak สีเดียวกับกล่องเลย มีโลโก้ Under Armour อยู่ตรงกลางหูฟังเช่นกัน บนกล่องจะมีเขียนบอกว่าหูฟังอันไหนสำหรับใส่ข้างขวา ข้างซ้าย ตัวหูฟังมีแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ข้างละ 6 ชั่วโมง รวมกับกล่องเคสใช้งานได้นาน 18 ชั่วโมง

บนตัวกล่องเคสจะมีไฟสถานะบอกการพร้อมใช้งาน หากไฟติดแสดงว่าพร้อมเชื่อมต่อแล้ว ก็หยิบใส่หูได้เลย

ตัวหูฟังกันน้ำตามมาตรฐาน UA Storm เทียบเท่าการกันน้ำที่ระดับ IPX7 กันน้ำ กันเหงื่อ ได้สบาย ได้

หูฟังมาพร้มอกับสั่งงานด้วยระบบสัมผัส แตะเบาๆ ตรงโลโก้ Under Armour โดยมีโหมดการใช้งานดังนี้

ใส่ 2 ข้าง แบบ Stereo mode

  • ด้านขาว
    • กด 1 ครั้งเพื่อเล่นเพลง / หยุดเพลง
    • กดข้าง 2 วินาที เพื่อเปลี่ยนเพลงถัดไป
    • กด 2 ครั้งเพื่อใช้งาน Voice Assistant อย่าง Google Assistant หรือ Siri
    • เมื่อมีสายเข้า กด 1 ครั้งเพื่อรับสาย กด 2 ครั้งเพื่มวางสาย
    • กดค้าง 2 วินาที เพื่อเปิดไมค์/ปิดไมค์
  • ด้านซ้าย
    • กดข้าง 2 วินาที เพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า
    • กด 1 ครั้ง เปิด/ปิด โหมด TalkThru
    • กด 2 ครั้ง เปิด/ปิด โหมด Ambient Aware
    • เมื่อมีสายเข้า กด 1 ครั้งเพื่อรับสาย กด 2 ครั้งเพื่มวางสาย
    • กดค้าง 2 วินาที เพื่อเปิดไมค์/ปิดไมค์

ใส่ 1 ข้าง แบบ mono mode

  • กด 1 ครั้งเพื่อเล่นเพลง / หยุดเพลง
  • กดข้าง 2 วินาที เพื่อเปลี่ยนเพลงถัดไป
  • กด 2 ครั้งเพื่อใช้งาน Voice Assistant อย่าง Google Assistant หรือ Siri
  • เมื่อมีสายเข้า กด 1 ครั้งเพื่อรับสาย กด 2 ครั้งเพื่มวางสาย
  • กดค้าง 2 วินาที เพื่อเปิดไมค์/ปิดไมค์

Ears tips หรือ จุก In-ear มีให้เลือกทั้งหมด 3 ไซส์ คือ XS, S, M และยังมี Sport flex fit ear fins (Winged Enhancer) เพื่อเพิ่มความกระชับเวลาส่วมใส่ออกกำลังกาย มีให้เปลี่ยน 3 ไซส์ คือ XS, S, M เช่นกัน ใส่ง่าย ถอดง่าย โดยเฉพาะ Winged Enhancer ที่ไม่ต้องกลัวว่าจะใส่ผิด เพราะมีลูกศรบอก แล้วใส่ให้ด้านของลูกศรตรงกันเป็นอันถูก ง่ายมากๆ

ตัวไดร์เวอร์มีขนาด 5.8 mm/ 0.23″ Dynamic Driver โดย Frequency Range อยู่ที่ 20 Hz – 20 kHz

หากใส่ Winged Enhancer ผิดจะเป็นแบบในรูปด้านข้าง ต้องใส่ให้รูสามเหลี่ยมตรงกัน เป็นอันถูก ทำให้การเปลี่ยนทำได้ง่าย ไม่ต้องกลัวว่าจะใส่ผิดข้าง

เนื่องจากตัวหูฟังเป็นแบบ In-Ear เวลาใส่จะต้องยัดเข้าไปในรูหู เวลาเปิดเพลงก็จะได้ยินเสียงรอบตัวน้อยมาก ตัวหูฟังจึงมีฟังก์ชั่น Ambient Aware และ Talk Thru ช่วยให้ได้ยินเสียงรอบข้างระหว่างใช้งานหูฟัง ทำให้การออกกำลังกายของเรามีความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ชอบใส่วิ่งออกกำลังกายตามถนน จะมีไมค์ที่ค่อยรับเสียงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวส่งเข้ามาในหูฟัง ทำให้เราได้ยินเสียงรอบข้างขณะฟังเพลงอยู่

โดย Talk Thru คือ การหยุดเพลง เพื่อให้เราสามารถได้ยินหรือพูดคุยกับคนอื่นโดยไม่ต้องถอดหูฟัง ตัวไมค์จะดูดเสียงเข้ามาในหูฟังให้เราเอง Ambient Aware จะดูดเสียงข้างนอกมารวมกับเสียงตอนฟังเพลงเลย ซึ่งแล้วแต่คนชอบ แต่ส่วนตัวหากไม่ได้วิ่งในถนนจะปิด Ambient Aware เพราะทำให้คุณภาพของเสียงเพลงลดลง

ตัวหูฟังมาพร้อมกับ Bluetooth 5.0 เชื่อมต่อได้รวดเร็ว แค่เปิดกล่องเอาหูฟังใส่หูแล้วเชื่อมต่อได้เลย และมาพร้อมกับ Google Fast Pair ทำให้ต่อกับมือถือเร็วมาก (แต่ต้องผ่านการเชื่อมต่อครั้งแรกมาแล้ว) เชื่อมต่อได้ทั้ง iOS และ Android ใช้งานไม่มีสะดุด ไม่เจอว่ามีเสียงขาด หรือกระตุกเลย แต่พบเจอปัญหาเล็กน้อย คือปกติหูฟังไร้สายถ้าถอดออกจากหูใส่กลับเข้าเคสไป ระบบจะตัดการเชื่อมต่อ แต่รุ่นนี้แม้ใส่เคสเข้าไป แต่เพลงยังเล่นอยู่ เรียกว่า มีเสียงออกมาจากหูฟังในขณะอยู่ในเคสเลย ซึ่งตอนแรกผมเข้าใจว่าอาจจะวางหูฟังไม่สนิท แต่ลองเปิดดูก็พบว่าสนิทแล้ว ซึ่งก็แปลกดี

หากถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง ตัวเพลงที่เล่นอยู่ก็จะหยุดอัตโนมัติทันที สามารถใช้งานแบบข้างเดียวเป็น mono Mode ก็ได้ มีไมค์ที่หูฟังทั้ง 2 ข้างด้วย ทำให้เราสามารถรับสายได้แม้จะใส่ข้างเดียว หรือสองข้าง

คุณภาพเสียง

ตัวหูฟัง JBL UA Streak มาพร้อมกับ JBL Charge Sound เสียงเบสหนักแน่นตามเอกลักษณ์ของ JBL ที่เป็นตัวหูฟัง In Ear คุณภาพเสียงตอบโจทย์สายสปอร์ตสุดๆ แน่นฟังเพลินๆ ยาวๆ ด้วยน้ำหนักที่เบา สวมใส่แน่น กระชับ สบายหูไม่ลื่นหลุดง่าย แต่ก็ไม่แน่นหูจนทำให้ปวด ใส่วิ่งออกกำลังกายได้ดีมาก คุณภาพเสียงเบสแน่นมาก มีความยาว และลงลึกของเสียง มีความนุ่มและแน่น เสียงกลางไม่โดดกลบเบส มีความโปรง กว้าง แต่ละเอียดเสียงกลางคิดว่ามาน้อยไปหน่อย ส่วนตัวคิดว่าเสียงกลางน้อยกว่าเบสด้วย ด้านเสียงแหลมก็รายละเอียดครบ  แต่เสียงโดดไปกลบเสียงกลางเล็กน้อย แต่ส่วนตัวคิดว่าชอบเสียงของรุ่นนี้มากกว่า JBL Tune 225 TWS Ghost Edition พอสมควร เนื่องจากคุณภาพของเสียงเบสที่มีความลึกกว่า นุ่มกว่า