ในบทความนี้เราจะมา รีวิว Redmi Note 9T สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากค่าย Xiaomi ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนในตระกูล redmi Note เป็นรุ่นที่ออกมาต่อจาก redmi Note 9 Pro และ redmi Note 9s ที่วางขายในปี 2020 ที่ผ่านมา โดยรุ่นนี้เปิดตัวพร้อมกับ redmi 9t ซึ่งเราเคยรีวิวให้ชมกันไปแล้ว ความพิเศษของรุ่นนี้ที่อัพเกรดมาจากรุ่นเมื่อปีที่แล้วคือเป็น Smartphone ในราคาไม่ถึงหมื่นจัดเต็มสเปคที่สำคัญมาพร้อมกับการรองรับ ซิมคู่ 5G+5G และยังสามารถใช้ 5G ในประเทศไทยได้ด้วย เป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่สุดรุ่นหนึ่งแห่งปี 2564 เลยทีเดียว 

โดยรุ่นนี้มาพร้อมกับชิป MediaTek Dimensity 800U กระบวนการผลิตระดับเรือธง 7 นาโนเมตร ในแง่การรองรับการใช้งาน 5G มีความพิเศษอีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือสามารถใช้งาน 5G แบบ 2 ซิมพร้อมกันได้ ซึ่งโดยปกติหลาย ๆ รุ่นที่วางขายไปแล้วเมื่อใช้งาน 5G จะต้องใช้แค่ซิมเดียวเท่านั้ นอีกซิมนึงต้องปิดการใช้งานแต่ในรุ่นนี้สามารถใช้งานพร้อมกันได้ทั้ง 2 ซิมโดยที่ไม่ต้องปิดซิมใดซิมหนึ่ง นอกจากนั้นยังเพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยี 4X4 MIMO และโครงเสาอากาศสมมาตร 360° เสาอากาศมากมายทำให้ได้รับเสถียรภาพในการใช้งานมากขึ้นแม้ในสภาพแวดล้อมที่อับสัญญาณ

สำหรับใครที่อยากเป็นเจ้าของรุ่นนี้วางขายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2564 ซึ่งมีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่นก็คือรุ่น RAM 4GB Rom 64gb และ RAM 4GB Rom 128gb

อุปกรณ์ในกล่อง Redmi Note 9T/ อะแดปเตอร์ / สาย USB Type-C/ สายแปลง Type-C เป็นช่องหูฟัง/ เคสกันกระแทก / ที่เสียบเปิดช่องใส่ซิม / คู่มือผู้ใช้ / ใบรับประกัน

ราคา

Redmi Note 9T ทั้ง 2 สี Nightfall Black และ Daybreak Purple พร้อมวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ JD Central ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2564 นี้ ด้วยกัน 2 รุ่น

รีวิว Redmi Note 9T : ภาคสำรวจตัวเครื่อง

ตัวหน้าจอมาพร้อมกับหน้าจอ DotDisplay 6.53 นิ้ว แล้วก็ใช้กระจก Gorilla Glass 5 ความละเอียดอยู่ที่ FHD+ 2340 x 1080 พิกเซล 395ppi รองรับการแสดงผลสีฟ้าต่ำ TÜV Rheinland และสามารถรับชม netflix HD ได้ (การรับรอง Widevine L1) ในรุ่นนี้มาพร้อมกับลำโพงคู่รุ่นแรกในซีรีส์ redmi Note ซึ่งรองรับการสลับช่องเสียง L/R อัตโนมัติทำให้เสียงเมื่อเปิดดูภาพยนตร์หรือฟังเพลงมีมิติมากขึ้นเสียงดีขึ้น

ตัวหน้าจอเป็นกระจกขอบด้านข้างโค้ง 2.5D ตัวเครื่องจะติดฟิล์มมาให้เรียบร้อย โดยฟิล์มจะเป็นแบบไม่เต็มจอ อัตราส่วนภาพอยู่ที่ 19.5:9 อัตราส่วนความเปรียบต่างอยู่ที่ 1500:1 (typ) และความสว่างอยู่ที่ 450 nits (typ) ตัวกล้องหน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.25 บันทึกวีดีโอ 1080p ที่ 30fps และ 720p ที่ 30fps สามารถถ่ายวิดีโอสโลว์โมชั่น 120fps, 720p ได้ ตัวกล้องหน้าอยู่บนหน้าจออยู่ฝั่งมุมซ้ายบน โดยจะวางรวมอยู่ในหน้าจอแสดงผล มีหน้าจอแสดงผลล้อมรอบตัวกล้องอีกทีนึง โดยด้านบนจะเป็นลำโพงสำหรับสนทนาแล้วก็ยังเป็นลำโพงสำหรับตัวเครื่องขณะเปิดเพลงอีกด้วยด้านล่างเป็นปุ่มสัมผัสที่รวมอยู่ในหน้าจอแสดงผลเป็นแบบ 3 ปุ่มสามารถตั้งค่าได้ปกติ

ด้านล่างของตัวเครื่องจะมีช่องต่อหูฟัง 3.5 mm จัดไปเป็นไมโครโฟนสำหรับสนทนา ถัดไปเป็นช่องต่อ USB Type C รองรับการชาร์จเร็วที่ 18 วัตต์ และมีการแถมอะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 22.5 วัตต์มาในกล่อง สุดท้ายเป็นลำโพงของตัวเครื่อง

ด้านขวาของตัวเครื่องจะมีด้วยกัน 2 ปุ่มคือปุ่มเพิ่มเสียงปุ่มรถเสียและปุ่มเปิดและปิดเครื่องโดยตรงปุ่มจะมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ด้วยโดยเราสามารถใช้ปุ่มนี้ในการสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคการใช้งานหรือสั่งงานต่าง ๆ ตามที่เราตั้งค่า

โดยตัวเซ็นเซอร์จับด้วยมือซ้ายจะอยู่ตรงนิ้วชี้พอดีถ้าจับด้วยมือขวาจะอยู่ตรงนิ้วโป้งพอดีตัวเซ็นเซอร์อยู่ตรงกลางเครื่องทำให้สะดวกต่อการใช้งานไม่ต้องเชื่อมอีกทั้งตัวเซ็นเซอร์ยังทำงานได้เร็วมากสแกนปิดได้สแกนเร็วไม่หน่วงและสแกนติดทุกครั้งที่สำคัญสามารถสแกนได้ไหมนิ้วจะเปียก

ถัดไปเป็นฝั่งซ้ายมือ ฝั่งนี้จะมีช่องสำหรับใส่ถาดซิมโดยรุ่นนี้รองรับ 2 ซิมแบบนาโนซิม สแตนด์บาย 5G คู่ รองรับ 5G / 4G / 3G/ 2G สามารถเพิ่ม Micro SD Card ได้ด้วย รองรับสูงสุด 512GB

แบนด์เครือข่ายที่รองรับ

  • 5G NSA: n1/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n38/n41/n77/n78/n79
  • LTE FDD: Band 1/2/3/4/5/7/8/20/28/32/18/26/12/17/19
  • LTE TDD: Band 38/40/41/42
  • WCDMA: 1/2/4/5/8
  • GSM:2/3/5/8

เครือข่ายไร้สายที่รองรับ

  • โปรโตคอลที่รองรับ: Wi-Fi 4, Wi-Fi 5 และ 802.11a/b/g
  • รองรับ WiFi Direct, WiFi Display
  • บลูทูธ 5.1
  • รองรับ AAC/LDAC/LHDC
  • รองรับ NFC

ด้านบนของตัวเครื่อง จะมีไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน ถัดไปเป็นเซ็นเซอร์อินฟราเรดสำหรับใช้งานร่วมกับ App รีโมทเพื่อใช้โทรศัพท์เป็นรีโมทสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไฟฟ้าสั่งงานทีวีแอร์รีโมทของจริงได้ 

วัสดุด้านหลังตัวเครื่องเป็นโพลีคาร์บอเนต พื้นผิวแบบ unibody แบบ 3D สเปรย์เคลือบนาโนป้องกันละอองน้ำ พื้นผิวป้องกันลายนิ้วมือ โดยตัวพื้นผิวด้านหลังมีลวดลายทำให้จับถนัดมือ และยังมีข้อดีคือสามารถป้องกันคราบเหงื่อคราบรอยนิ้วมือ หรือรอยขนแมวต่าง ๆ ที่จะเกิดจากการใช้งานได้ อีกทั้งไม่ทำให้ตัวเครื่องลื่น

ตัวโมดูลกล้องหลังจะอยู่ตรงกลางของเครื่องวางอยู่บนสุด การวางโมดูลกล้องเป็นแบบสี่เหลี่ยม กล้องประกอบไปด้วย กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล มีเครื่องมือสุดสร้างสรรค์อย่างโหมด Night, Pro + RAW, HDR และ Portrait บันทึกวีดีโอ 4K 30fps, บันทึกวีดีโอ 1080p ที่ 30/ 60fps, บันทึกวีดีโอ 720p ที่ 30fps และบันทึกวีดีโอสโลโมชั่น 120fps, 1080p/720p

กล้องมุมกว้าง 48MP

  • ขนาดพิกเซล 0.8μm, Super Pixel 4-in-1 1.6μm
  • ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2”
  • f/1.79
  • โฟกัสอัตโนมัติ

เซ็นเซอร์มาโคร 2MP

  • f/2.4, ระยะโฟกัส 4 ซม
  • ขนาดพิกเซล1.75μm

เซ็นเซอร์ความลึก 2MP

  • f/2.4
  • ขนาดพิกเซล1.75μm

แบตเตอรี่ 5,000mAh เคลมว่าใช้นำทางได้ 15 ชั่วโมง เล่นวิดีโอ 18 ชั่วโมง หรือเล่นเกม 11 ชั่วโมง และเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูง พัฒนาระบบการชาร์จที่รวดเร็วถึง 18 วัตต์ และมาพร้อมกับอุปกรณ์ชาร์จ 22.5 วัตต์ในกล่อง ชาร์จได้ 33% ในเวลาเพียง 30 นาที มาพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่รอบการชาร์จสูงซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานเกือบ 3 ปี โดยที่ความจุแบตเตอรี่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย

รีวิว Xiaomi Redmi Note 9T : ด้านซอฟต์แวร์

ด้านซอฟต์แวร์มาพร้อมกับ Android Version 10 และ Interface miui 12 ในแง่การใช้งานและประสิทธิภาพทำได้ดีมาก ประทับใจสุด ๆ ใช้งานได้ลื่นไหล ไม่หน่วง ไม่กระตุก ไม่ค้าง เรียกได้ว่าเป็นมือถือราคาถึงหมื่นที่ความลื่นสู้มือถือเรือธงได้เลย Interface ใช้งานง่ายในแบบฉบับของ miui หาใครเคยใช้งานมาแล้วก็จะค้นยินดีหากใครไม่เคยใช้ก็อาจจะต้องปรับตัวอีกนิดนึงตัว Interface สีสันน่าใช้งานตอบสนองดี 

ตัวซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาให้เริ่มต้นก็ไม่เยอะจนเกินไป โดยมากก็จะมีแต่แอพที่เราต้องใช้งานกันอยู่แล้ว ที่เราอาจจะไม่ได้อยากใช้ก็อย่างเช่น Amazon Shopping, wps Office หรือ linkedin อะไรพวกนี้ ซึ่งถ้าไหนไม่ใช้แล้วก็ไปลบออกได้

มีระบบความปลอดภัยให้เลือกหลายแบบ เช่นสแกนนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง เพิ่มได้หลายนิ้ว และทำงานได้รวดเร็ว แตะแล้วปลดล็อคได้เลย หรือจะปลดล็อคด้วยใบหน้าก็ได้เช่นกัน และเพิ่มใบหน้าได้ถึง 2 ใบหน้า สามารถทำงานร่วมกับสแกนนิ้วมือได้

สามารถใช้ Google Service ได้ครบทุกตัว เช่น Play Store สำหรับโหลดแอปพลิเคชั่น update application Gmail สำหรับเช็คเมล์ส่งเมล์ อ่านอีเมล์ google drive สำหรับฝากไฟล์ Google Map สำหรับใช้งานแผนที่ทั่วไปมันก็ Google photos สำหรับซิงค์รูปจากเครื่องขึ้นไปเก็บไว้บนบริการของ Google ตรงนี้ก็สามารถใช้งานได้ปกติ

มีแอพสำหรับปรับแต่งการแสดงผลตามแบบที่ผู้ใช้งานชอบ เช่น ธีม ภาพพื้นหลัง รูปแบบการล็อคหน้าจอ และไอคอน มีทั้งฟรีและแบบเสียเงิน

รองรับการดูวีดีโอที่ 1080p ดูได้ลื่นไหลไม่กระตุกไม่หน่วงจอก็สวยคมทำให้ได้อรรถรสในการรับชมดีมากที่สำคัญลำโพงคู่ที่ให้เสียงแบบดีเกินคาดเลยทำให้เสียงที่ได้มีมิติมากขึ้นฟังเพลงได้เพราะขึ้นมีรายละเอียดที่ชัดขึ้นแยกชิ้นดนตรีได้ขึ้น

สแตนด์บาย 5G คู่

ในแง่การใช้งาน 5G อย่างที่บอกตอนแรกว่ารุ่นนี้รองรับ 5G และสามารถใช้งาน 5G ในไทยได้ความพิเศษก็คือสามารถ stand by 5G คู่ได้โดยที่ไม่ต้องปิดการใช้งานซิมในซิมนึงเพื่อเปิดใช้งาน 5G ทำให้สะดวกต่อการใช้งานซิมไหนอยากใช้งาน 5G ก็เปิดใช้ซิมนั้น ส่วนอีกซิมหากแพ็คเกจที่ใช้รองรับ 5G ก็จะขึ้น 5G หากไม่รองรับอีกซิมก็จะเป็น 3G หรือ 4G แบบตัวอย่างในภาพของผม 

ประสิทธิภาพ

รุ่นนี้ใช้โปรเซสเซอร์ขั้นสูงของ MediaTek’s Dimensity 5G-integrated 800U SoC ทำให้การประมวลผลเร็วกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึง 100% GPU ใช้สถาปัตยกรรม Mali-G57 “Valhall” นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับโมเด็มที่พัฒนาเฉพาะ Redmi Note 9T เพื่อให้ประสิทธิภาพในการใช้ดีขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น ผนวกรวมกับโปรเซสเซอร์ octa-core และเทคโนโลยีการประมวลผล 7 นาโนเมตร สามารถเชื่อมต่อการใช้งาน 5G ได้แบบสองซิมการ์ดพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในตระกูล Redmi Note ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี 4×4 MIMO และเสาอากาศ ทำให้ Redmi Note 9T สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ได้รวดเร็วและมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ในสภาพแวดล้อมที่แออัด

ยิ่งไปว่านั้น รุ่น 4GB+128GB ใช้แรม LPDDR4X + หน่วยความจำ UFS 2.2 พร้อม WriteBooster และ HPB ส่วนรุ่นความจุ 4GB+64GB ใช้แรม LPDDR5 + ที่เก็บข้อมูลแฟลช UFS 2.1

ตัวอย่างภาพจากกล้อง