ความยั่งยืนและการรับมือกับสภาพอากาศเป็นประเด็นอันน่าจับตามอง ที่ส่งผลต่อเทรนด์ดาต้าเซ็นเตอร์ในปี 2565

Lazada

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (15 ธันวาคม 2564) วันนี้ Vertiv (NYSE: VRT) ผู้ให้บริการระดับโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญและโซลูชันความต่อเนื่องได้เผยรายงานประจำปีเรื่องแนวโน้มของดาต้าเซ็นเตอร์ที่น่าจับตามองในปี 2565 โดยมุ่งประเด็นไปที่การเร่งดำเนินการวางแผนรับมือกับประเด็นความยั่งยืนและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยผู้เชี่ยวชาญของ Vertiv ได้ตระหนักถึงประเด็นเกี่ยวกับศักยภาพและการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์มาเป็นระยะเวลานานแล้ว ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเพื่อสอดรับกับนโยบายด้านความยั่งยืนเชิงรุกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้ทำให้เราตระหนักถึงความเร่งด่วนในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรที่มีอยู่กับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงกระแสลมทางการเมืองที่ผันผวนไปทั่วทั้งโลก

- 2022Trends ArticleCover 800x600 01 - ภาพที่ 1

คุณ Rob Johnson ซีอีโอแห่ง Vertiv กล่าวว่า “ขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2565 ผู้ให้บริการและซัพพลายเออร์ดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องแสวงหากลยุทธ์ที่สามารถสร้างความแตกต่างในการรับมือกับวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศได้อย่างชัดเจน ส่วนเรายังคงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องการประหยัดพลังงานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ตลอดจนเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงแหล่งพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการทำความเย็นแบบไม่ใช้น้ำ ประกอบกับการร่วมมือกับผู้นำด้านการวิจัยและลูกค้าของเราเพื่อมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในวงกว้างอีกด้วย”

การที่กลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ได้ตัดสินใจในประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2565 และในปีถัด ๆ ไปด้วย นอกจากนี้การที่พวกเราต้องเร่งรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ จะยังส่งผลถึงแนวโน้มในปี 2565 ซึ่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญของ Vertiv ได้อธิบายไว้ดังต่อไปนี้

ดาต้าเซ็นเตอร์จะช่วยรับมือประเด็นความยั่งยืนและวิกฤตการณ์ด้านสภาพอากาศ อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้พัฒนาไปสู่แนวทางการปฏิบัติงานที่เป็นมิตรต่อสภาพอากาศมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มผู้ปฏิบัติงานอาจจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีเป้าหมายชัดเจนได้ภายในปี 2565 ในด้านสายการปฏิบัติงาน ผู้เชี่ยวชาญของ Vertiv คาดการณ์ว่า อาจจะมีบางองค์กรที่ใช้กลยุทธ์ด้านพลังงานที่ยั่งยืน โดยกลยุทธ์นั้นจะใช้โซลูชันดิจิทัลสำหรับการใช้พลังงานโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียนได้ 100% ด้วยเหตุนี้ในอนาคต เราจึงสามารถปฏิบัติงานได้ด้วยการใช้พลังงานที่ยั่งยืนได้ตลอดทุกวัน 24 ชั่วโมง มากกว่านั้นระบบพลังงานไฮบริดแบบกระจายตัวจะสามารถจ่ายไฟได้ทั้งแบบกระแสตรงและกระแสสลับ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มหนทางในการพัฒนาประสิทธิภาพ ดังนั้นผลที่ได้ก็คือ ดาต้าเซ็นเตอร์จะทำงานได้แบบไร้คาร์บอน อีกทั้งเซลล์เชื้อเพลิง สินทรัพย์หมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว ซึ่งรวมถึงระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน* ทั้งหมดนี้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างผลลัพธ์อันยั่งยืน ยืดหยุ่น และเชื่อถือได้ รวมถึงยังมีความต้องการใช้ระบบระบายความร้อนที่ไม่ใช้น้ำ ซึ่งเราจะได้เห็นจากสารทำความเย็นที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูง (GWP) จะค่อย ๆ ลดความนิยมลงและผู้คนจะหันไปเลือกใช้สารทำความเย็นแบบ GWP ต่ำมากขึ้นจนถึงปี 2573

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาวการณ์ดังกล่าวกลายเป็นปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกสถานที่และเวลาในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และโครงข่ายโทรคมนาคมใหม่ ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความน่าเชื่อถือของระบบกริด (Grid) และความสามารถในการจัดซื้อระบบกริดมาใช้ อุณหภูมิในภูมิภาค ปริมาณน้ำ ปริมาณพลังงานหมุนเวียนและพลังงานยั่งยืนซึ่งผลิตขึ้นในท้องถิ่นที่มีอยู่ รวมถึงข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการปันส่วนพลังงานสาธารณูปโภคและกฎที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดปริมาณพลังงานที่จ่ายให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ก็จะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ปรากฎการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวเร่งให้เกิดระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั่วทั้งพื้นที่ ICT แต่อาจดูย้อนแยงกับกระแสในปัจจุบันสักเล็กน้อยซึ่งกำลังให้ความสนใจในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ประหยัดพลังงาน ในปี 2565 ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และโทรคมนาคมอาจต้องต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ พร้อมกับประเด็นปัญหาเรื่องค่าความหน่วงที่ยังแก้กันไม่ตก ซึ่งมักจะเกิดความย้อนแย้งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

* ข้อคิดเห็นสำคัญเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน : กลุ่มผู้เชี่ยวชาญของ Vertiv คาดว่าโครงสร้างพื้นฐานของการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมจะขยายตัวในปี 2565 และจะช่วยกำจัดอุปสรรคที่เหลือเพียงไม่กี่ประการในการนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนไปใช้อย่างแพร่หลายในดาต้าเซ็นเตอร์

ปัญญาประดิษฐ์มีความสมจริงมากขึ้น ด้วยโครงข่ายในปัจจุบันมีความซับซ้อนและอยู่กระจายตัวมากขึ้น อีกทั้งยังมีความต้องการใช้ระบบ Augmented Reality และความจริงเสมือนในโลก Metaverse มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นความจำเป็นในการประมวลผลแบบเรียลไทม์และการตัดสินใจจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้น การใช้การประมวลผลแบบเรียลไทม์จะมีความอ่อนไหวต่อค่าความหน่วง (Latency) อีกทั้งระบบเรียลไทม์ยังมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรที่หันไปใช้โมเดลแบบไฮบริดเพิ่มมากขึ้น รวมถึงคลาวด์ทั้งแบบสาธารณะและแบบส่วนตัว ระบบโคโลเคชัน และระบบเอดจ์ ดังนั้นการบริหารจัดการระบบด้วยตนเองทั้งหมดตลอดเวลานั้นเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมและแทบจะไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้เลย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่องต่างหากที่จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโครงข่ายเหล่านี้
เราอาจต้องใช้ความมุ่งมั่นและเวลาเพื่อรวบรวมข้อมูลอันที่ถูกต้อง สร้างแบบจำลองอันเหมาะสม และฝึกแพลตฟอร์มในเครือข่ายเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ อย่างไรก็ตามเครื่องมือการเขียนโปรแกรมก็มีความเรียบง่ายซึ่งเอื้อให้นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลสามารถใช้ทรัพยากรคอมพิวติ้งในการระบุปัญหาได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเขียนโปรแกรมหรือผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์แต่ประการใด นอกจากนี้ บริษัทเล็ก ๆ ก็ยังหันมาใช้ระบบ AI เพราะฮาร์ดแวร์ AI พร้อมใช้งานได้ทันทีเมื่อซื้อจากร้านค้าอย่างเป็นทางการ อีกทั้งมีตัวเลือกระบบคลาวด์เหมือนกัน Toolchain ที่ใช้งานง่ายขึ้น และการมุ่งเน้นด้านการศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ข้อมูล ทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบ AI เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้นอย่างรวดเร็วภายในปี 2565

เมื่อใดก็ตามที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ก็มักจะสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างเสมอ เมื่อมีการใช้ระบบ AI เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้การประมวลผลและความหนาแน่นของความร้อนเพิ่มขึ้นไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมทั้งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการประยุกต์ใช้การระบายความร้อนด้วยของเหลว ในสภาวการณ์ที่มีความท้าทายอื่น ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การลดอุปสรรคในการประยุกต์ใช้จะช่วยทำให้การเลือกผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม และระบบที่เหมาะสมมีความคุ้มค่ามากขึ้น

ดาต้าเซ็นเตอร์ในยุคหลังการแพร่ระบาดกำลังก่อตัวขึ้น การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ที่มีกำลัง 2.9 กิกะวัตต์กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้นจาก 1.6 กิกะวัตต์ในปี 2564 (Cushman & Wakefield) ดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่นี้จะเป็นอุปกรณ์รุ่นแรกที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกหลังโควิด-19 โดยเฉพาะ โดยจะเน้นคุณสมบัติเพิ่มเติมมาของอุปกรณ์เอดจ์ ซึ่ง VMware คาดการณ์ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านการกระจายปริมาณงาน (Workload)ซึ่งเพิ่มจาก 5% ในปัจจุบันเป็น 30% ในอีกห้าปีข้างหน้า ความพร้อมใช้งานจะยังคงมีความสำคัญสูงสุด แม้จะเป็นระบบเอดจ์ก็ตาม แต่ผู้ใช้งานก็ยังต้องการค่าความหน่วงที่ต่ำลงเพื่อประยุกต์ใช้กับอาคารที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ (Healthy Buildings) เมืองอัจฉริยะ แหล่งพลังงานแบบกระจายตัว และระบบ 5G และในปี 2565 เราจะได้เห็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในระบบเอดจ์เพื่อรองรับชีวิตวิถีใหม่ (การทำงานระยะไกล การพึ่งพาอีคอมเมิร์ซและบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น การสตรีมวิดีโอ) และการเริ่มใช้งาน 5G ในระบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการผสานรวม ผู้ให้บริการอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์หลายรายยอมรับระบบแบบผสานรวมที่ช่วยให้สามารถเพิ่มความจุแบบแยกส่วนได้เป็นเวลาอีกหลายปี ที่มาพร้อมกับ Rack และ Row ที่ผสานรวมเข้ากับคุณสมบัติดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ภายในปี 2565 เราจะเห็นรูปแบบการผสานรวมพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์จะสามารถทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเพื่อรวมระบบที่ใหญ่กว่าได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น ส่วนประกอบทั้งหมดของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และช่วยให้การทำงานร่วมกันราบรื่น
และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ประโยชน์ที่ได้จากการผสานรวมระบบก็คือ สามารถลดต้นทุนการก่อสร้างและการประยุกต์ใช้งาน การจัดการความจุที่มีความยืดหยุ่น อีกทั้งการประยุกต์ใช้แนวทางเดียวกันนี้กับระบบที่ใหญ่ขึ้นจะช่วยทำให้ประมวลผลได้เร็ว จึงนับได้ว่าโซลูชันพลังงานแบบ Rack เป็นตัวเร่งตัวแรกที่ช่วยให้พัฒนาการผสานรวมได้เร็วเท่าทวีคูณ