รู้จักกับ 6 วิตามินที่ร่างกายต้องการต่อวัน

vitamins cover

วิตามิน (Vitamin) เป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมีแต่คุณประโยชน์ และการทานวิตามินแต่ละตัว ก็เป็นการเติมสารอาหารต่าง ๆ ที่ร่างกายขาดหายไป ซึ่งวิตามินบางชนิดจำเป็นต้องได้รับทุกวัน เนื่องจาากเป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ โดยวิตามินกลุ่มนี้ไม่ถูกสะสมหรือกักเก็บในร่างกายได้นาน จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ และเหงื่อ เราจึงต้องได้รับวิตามินกลุ่มนี้ทุกวัน และแม้ร่างกายจะได้รับวิตามินกลุ่มนี้มากเกินไป ส่วนเกินของวิตามินจะถูกขับออกโดยไม่ทำให้เกิดพิษหรือปัญหาต่อร่างกาย

และในบทความนี้เราก็จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 6 วิตามินที่ร่างกายต้องการต่อวัน ว่าแต่จะมีวิตามินอะไรบ้าง ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

6 วิตามินจำเป็น ที่ร่างกายต้องการต่อวัน

วิตามินเอ (Vitamin A)

Vitamin 01 scaled

ที่มา: web.de

วิตามินเอ เป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยให้มองเห็นได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยเสริมการสร้างกระดูก และฟัน ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวดูสุขภาพดี ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดรอยจุดด่างดำ และช่วยส่งเสริมภูมิต้านทาน

โดยจะพบวิตามินเอ ได้สูงในอาหารจำพวก มันเทศ ยอดฟักทอง ยอดแค ตำลึง แครอท มะละกอ และผักผลไม้สีเหลืองส้มทั้งหลาย เป็นต้น ซึ่งร่างกายต้องการอย่างน้อยวันละ 800 ไมโครกรัม โดยทานในรูปเบต้าแคโรทีนจะดีกว่า ขนาดแนะนำคืออย่างน้อย 3 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี 1, 2, 3, 5, 6, 9, 12 (Vitamin B) 

Vitamin 02 scaled

ที่มา: kinsarvik.no

วิตามินบี ช่วยให้ระบบประสาทแข็งแรง เพิ่มความสดชื่น สร้างสารสื่อประสาท ลดอาการตึงเครียด พร้อมบำรุงระบบประสาทให้ทำงานได้ดีขึ้น และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ฯลฯ หากขาดวิตามินบี จะเกิดภาวะซีด โลหิตจางได้

โดยแหล่งอาหารที่ให้วิตามินบี เช่น ธัญพืช ข้าวกล้อง รำข้าว ยีสต์ เครื่องในสัตว์ เนื้อหมู ปลา นมเปรี้ยว และผักใบเขียว ส่วนขนาดรับประทาน ควรได้รับแต่ละชนิดอย่างน้อย 25 มิลลิกรัมต่อวัน ยกเว้น ไบโอติน บี 7, บี 9, และ บี 12 ควรทานไม่น้อยกว่า 25 ไมโครกรัมต่อวัน

วิตามินซี (Vitamin C) 

Vitamin 03

ที่มา: insurehomeuk.com

วิตามินซี เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยชะลอการเหี่ยวย่นของผิวหนัง ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ลดรอยแผลเป็น และเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และมีประสิทธิภาพ ป้องกันหวัด หากขาดจะเกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน ซีด แผลหายยาก ฯลฯ

โดยแหล่งอาหารที่ให้วิตามินซี ได้สูง พบในส้ม ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี ผักโขม แคนตาลูป มะเขือเทศ มะละกอ มันฝรั่ง ฝรั่ง สับปะรด ซึ่งปริมาณที่ร่างกายต้องการ ควรได้รับไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินดี (Vitamin D) 

Vitamin 04

ที่มา: melanomanetwork.ca

วิตามินดี เป็นวิตามินที่มีส่วนหนึ่งของร่างกายสามารถผลิตได้เองเวลาเจอแสงแดดในช่วงเช้ากับอีกส่วนหนึ่งได้จากอาหาร ซึ่ง จะช่วยเสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน โดยช่วยดูดซึมแคลเซียม ช่วยการทำงานของสมอง และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ฯลฯ

โดยจะพบวิตามินดี ได้สูงในอาหารจำพวกน้ำมันตับปลา นม ไข่แดง ปลาทู ปลาแซลมอน ซึ่งร่างกายต้องการวิตามินดี อย่างน้อยวันละ 5 ไมโครกรัมต่อวัน

วิตามินอี (Vitamin E) 

Vitamin 05 scaled

ที่มา: hsph.harvard.edu

วิตามินอี เป็นวิตามินที่ช่วยเกี่ยวกับการบำรุงผิวพรรณ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และยังมีส่วนช่วยลดไขมัน ป้องกันการเกิดการแข็งตัวของเลือด

โดยจะพบวิตามินอี ในกลุ่มน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย อัลมอนด์ ซึ่งปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งทานในรูปเบต้าแคโรทีนจะดีกว่า ขนาดแนะนำคืออย่างน้อย 3 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินเค (Vitamin K) 

Vitamin 06

ที่มา: carli-knows.de

วิตามินเค เป็นวิตามินที่ช่วยในเรื่องการแข็งตัวของเลือด ในเด็กที่วิตามินเคต่ำจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ และหากขาดวิตามินเค เลือดจะออกง่าย เลือดไหลแล้วหยุดช้า นอกจากนี้วิตามินเค ยังมีบทบาทสำคัญในการบำรุงรักษาเนื้อเยื่อกระดูกให้เป็นปกติ

โดยพบวิตามินเต จำนวนมากในผักใบเขียว มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ ไข่แดง น้ำมันถั่ว ตับ เนื้อหมู เป็นต้น ซึ่งปริมาณที่ร่างกายควรได้รับคือ 80 ไมโครกรัมต่อวัน

การทานวิตามินให้ได้ผล ก็จะช่วยให้วิตามินซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ซึ่งคุณจะต้องทานให้ถูกเวลา แนะนำให้อ่านบทความวิตามินแต่ละชนิด ควรกินตอนไหน ให้ร่างกายดูดซึมได้ดี และทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะถ้าทานในปริมาณที่มากเกิินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือเกิดการสะสมในร่างกายได้ ดังนั้น ก่อนทานวิตามินแต่ละชนิดต้องศึกษาด้วยว่าควรทานเวลาไหน ก่อนหรือหลังอาหาร และควรทานต่อวันปริมาณเท่าไหร่ เพื่อให้ส่งผลดีต่อร่างกายที่สุดค่ะ