เลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศอย่างไรดี? สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ

Amway - เครื่องฟอกอากาศ

ในยุคที่เต็มไปด้วยฝุ่นและมลภาวะทั้ง PM 2.5 เชื้อโรค หรือเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบด้านสุขภาพ การให้ความสำคัญอากาศที่สะอาดจึงเป็นสิ่งที่คนตระหนักกันมากขึ้น โดยทางเลือกที่หลายคนนึกถึง คือ การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ ด้วยคุณสมบัติของอุปกรณท์ที่ช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดจากมลพิษในอากาศ ดูแลและใช้งานได้ง่าย แต่เครื่องฟอกอากาศก็มีหลากหลายรุ่น หลากหลายขนาด หลากหลายฟังก์ชันที่ขึ้นอยู่กับการใช้งาน แล้วเราจะเลือกยังไงดีล่ะ? บทความนี้มีคำตอบให้กับทุกคน เรามาดูสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ เพื่อความคุ้มค่าและการใช้งานที่ถูกต้องกันเถอะ

ขนาดห้องต้องมีความสัมพันธ์กับเครื่องฟอกอากาศ

สเต็ปแรกเราต้องพิจารณาขนาดห้องของเราให้มีความสัมพันธ์กับเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เนื่องจากปริมาณอากาศในห้องแต่ละขนาดจะมีความแตกต่างกัน ความหนาของกำแพง ความกว้างของพื้นที่ล้วนมีผลกับความสามารถในการฟอกอากาศของอุปกรณ์ โดยมักจะคิดเป็นหน่วยตารางเมตรและอัตราการสร้างอาคารบริสุทธิ์เป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง อย่างเครื่องฟอกอากาศสำหรับขนาดห้องนอน ที่มีขนาดพอเหมาะ พื้นที่ไม่กว้างมาก โดยมีขนาดประมาณ 18-24 ตารางเมตร มักทำเป็นพื้นที่ปิด ซึ่งอาจได้รับมลภาวะทางอากาศน้อยกว่าห้องอื่นๆ ฉะนั้นเราสามารถเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดเล็กได้ เพราะเครื่องฟอกอากาศจะมีการทำงานที่น้อยกว่าห้องที่มีขนาดใหญ่ๆ อย่างห้องนั่งเล่น ห้องครัวที่มีขนาดค่อนข้างกว้าง เช่น 34-40 ตารางเมตร จึงต้องใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดใหญ่และทำงานได้รวดเร็ว

เช็กปริมาณอากาศเสียภายในห้อง

เราควรเช็กปริมาณอากาศเสียภายในห้อง เพราะแต่ละห้องมีการใช้งานและออกแบบไว้แตกต่างกัน อย่างห้องครัวที่ไว้ใช้ทำอาหารมักจะมีกลิ่นอาหารและกลิ่นขยะที่มากกว่าห้องอื่น หรือห้องนั่งเล่น ห้องทำงานที่มีกลิ่นอับเพราะเก็บของใช้ไว้เป็นจำนวนมาก อาจต้องเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ฟอกอากาศ และดูดกลิ่นต่างๆ ได้ในปริมาณมาก ก็จะช่วยลดปริมาณอากาศเสียได้ค่อนข้างเยอะและรวดเร็วกว่า

เช็กความละเอียดของแผ่นกรอง

หลังจากเช็กขนาดของห้องและปริมาณอากาศเสียในห้องของเราแล้ว ลำดับถัดมาคือการพิจารณาที่ฟังก์ชันและคุณสมบัติของเครื่องฟอกอากาศเพื่อจะเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม โดยชนิดของแผ่นกรองควรจะมีคุนภาพ และมีความละเอียดเพียงพอจะกรองมลภาวะต่างๆ ไม่ว่าจะฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรค เชื้อไวรัส หรือกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เช่น HEPA filter เนื่องจากเครื่องกรองอากาศบางชนิดไม่ได้มีฟังก์ชันแผ่นกรองที่กำจัดเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัส ดังนั้นก่อนจะทำการเลือกซื้อควรพิจารณาเรื่องความละเอียดของแผ่นกรองร่วมด้วยนั่นเอง 

เช็กค่า Airflow หรือกำลังแรงลม

ค่า Air Flow หรือ Air Volume หรือกำลังแรงลมนั้น เป็นค่าแสดงความเร็วในการกรองอากาศ หากมีค่าสูง เครื่องฟอกอากาศก็จะสามารถทำความสะอาดอากาศ กรองมลภาวะต่างๆ และปล่อยอากาศที่บริสุทธิ์ออกมาได้รวดเร็วขึ้น ยิ่งเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ปรับความแรงลมโดยอัตโนมัติตามปริมาณสิ่งปนเปื้อนในอากาศก็จะสะดวกมากขึ้น

 

เช็กค่า CADR หรือปริมาณอากาศที่เครื่องฟอกอากาศสามารถทำความสะอาดได้

อีกส่วนที่เราต้องดูคือค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) เป็นปริมาณอากาศที่เครื่องฟอกอากาศสามารถทำความสะอาดได้ ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการทำให้อากาศในห้องของเราให้บริสุทธิ์ เช่น เครื่องฟอกอากาศที่มีอัตราการกรองอากาศสะอาด (CADR) สูงถึง 300 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที หมายความว่า ใน 1 นาที เครื่องฟอกอากาศเครื่องนี้สามารถฟอกอากาศให้สะอาดได้มากถึง 300 ลูกบาศก์ฟุต ยิ่งค่าสูง ประสิทธิภาพการฟอกอากาศก็จะสูงตาม

และนี่คือสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ หากเช็กครบทุกข้อในนี้ รับรองว่าเราจะสามารถเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับห้องของเราอย่างแน่นอน สิ่งสำคํญคืออย่าลืมเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ได้มาตรฐานและการรองรับ เพื่อความสามารถในการกรองมลภาวะที่เห็นผลและความปลอดภัยด้านการใช้งาน อย่างเครื่องกรองอากาศ Atmosphere จาก Amway ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในระดับประเทศและระดับสากลในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยมีให้เลือกทั้งรุ่น mini ที่เหมาะกับห้องนอนหรือรุ่น sky ที่เหมาะกับห้องนอนขนาดใหญ่