ไมโครชิพและ Acacia ร่วมสรรค์สร้างการเปลี่ยนผ่านทางตลาดสำหรับ Coherent Optics 400G

ความก้าวหน้าของแบนด์วิดท์ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนจากการขยับขยายของศูนย์ข้อมูลและพัฒนาการของเครือข่ายจะช่วยขับเคลื่อนความต้องการเกี่ยวกับ Optics แบบเสียบปลั๊กซึ่งเป็นเทคนิคการส่งข้อมูลบนเส้นไฟเบอร์ออปติกแบบเชื่อมโยง (Dense Wavelength Division Multiplexing) มีความรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้นศูนย์ข้อมูล Data Center Interconnect (DCI) และแพลตฟอร์มเครือข่ายขนส่งด้วยแสงแบบเมโทร หรือ Metro Optical Transport Network (OTN)

จึงกำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านโมดูลตรวจจอตาด้วยแสงแบบเสียบปลั๊ก 100/200G ถึง 400G ให้สามารถรองรับสถาปัตยกรรมแบบเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาได้ บริษัทไมโครชิพ เทคโนโลยี (Nasdaq: MCHP) และบริษัท Acacia ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Cisco (Nasdaq: CSCO) กำลังร่วมกันดำเนินการรองรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

โดยการนำไปสู่ชุดแนวทางแก้ไขปัญหาแบบทำงานร่วมกันของตลาด ซึ่งประกอบด้วยตัวประมวลผล DIGI-G5 OTN ของบริษัทไมโครชิพและอุปกรณ์ META-DX1 terabit secured-Ethernet PHY

รวมถึงอุปกรณ์ตรวจจอตาด้วยแสงแบบเสียบปลั๊ก 400G (Pluggable Coherent Optics) ของบริษัท Acacia วัตถุประสงค์ของการทำงานร่วมกันในครั้งนี้คือการจัดตั้งระบบนิเวศน์ที่รอบรับโมดูลแบบ 400G CFP2-DCO แบบ QSFP-DD และแบบ OSFP สำหรับสเปค 400ZR และ OpenZR+ รวมถึงการใช้งานโมดูลข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย (Multi-Source Agreement หรือ MSA) แบบ Open ROADM.

การร่วมงานกันระหว่างบริษัทไมโครชิพและบริษัท Acacia จะช่วยทำให้สามารถใช้งานโคเฮอเรนท์แบบเสียบปลั๊ก 400G ในอินเทอร์เฟซเครือข่ายขนส่งด้วยแสงและระบบ Ethernet ดังต่อไปนี้:

  • สำหรับ Converged Packet / แพลตฟอร์มอินเทอร์เฟซเครือข่ายขนส่งด้วยแสงทางสายตา (OTN) นั้น โมดูล DIGI-G5 ของบริษัท Microchip และโมดูล 400G CFP2-DCO ของบริษัท Acacia จะได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งาน terabit-class OTN switching line cards, Muxponders และ Switchponders ได้ โดยโมดูล DIGI-G5 จะทำงานร่วมกันกับโมดูล 400G CFP2-DCO ของบริษัท Acacia โดยใช้อินเทอร์เฟซแบบ Flexible OTN (FlexO) หรือแบบ NxOTU4 เพื่อให้สามารถรองรับทราฟฟิก OTN ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมไปถึงโหมดอินเทอร์เฟซ Open ROADM MSA และมาตรฐาน 200G/400G ITU-T ที่กำลังถูกร่างอยู่ในปัจจุบัน
  • สำหรับระบบทางสายตาแบบ Compact Modular นั้น โมดูล META-DX1 ของบริษัทไมโครชิพและโมดูล 400ZR และ OpenZR+ ของบริษัท Acacia ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งาน muxponders/transponders ที่มีอัตราสายแบบยืดหยุ่น 400G ซึ่งรองรับประเภทแสงและสายตาของลูกค้าได้หลายแบบ รวมถึงโดมดูลแบบ QSFP28 แบบ QSFP-DD และแบบ OSFP โดยนี่จะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเปลี่ยนผ่านจาก 100 GbE ไปเป็น 400 GbEได้โดยใช้ฮาร์ดแวร์เดียวกัน
  • สำหรับแพลตฟอร์มการสับเปลี่ยนสวิตช์และการเปลี่ยนเส้นทางศูนย์ข้อมูลนั้น โมดูล  META-DX1 ของบริษัท Microchip และโมดูล 400ZR และ OpenZR+ ของบริษัท Acacia ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งาน dense 400 GbE หรือ FlexE ร่วมกับ per port MACsec encryption coherent line cards. นี่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จาก IP routers/switches จากโครงสร้างพื้นฐาน DWDM (IPoDWDM) ในการปรับใช้ DCI ได้

“โมดูล DIGI-G5 และ META-DX1 ช่วยทำให้การส่งผ่านข้อมูลทางสายตา IP routing และ Ethernet ของเราสามารถใช้งานได้ ซึ่งทำให้ลูกค้าของเราสามารถใช้งาน multi-terabit OTN switching และ100/400 GbE ความหนาแน่นสูงรูปแบบใหม่ รวมถึง FlexE line cards ที่ช่วยส่งมอบ packet timing ที่เข้มงวดและความสามารถด้านความปลอดภัยแบบผสมผสานสำหรับพัฒนาการ Cloud และเครือข่าย carrier 5G-ready optical ได้”

บาบัค ซามิมี (Babak Samimi) รองประธานหน่วยธุรกิจด้านการสื่อสารประจำบริษัท ไมโครชิพกล่าว “ความพยายามในการทำงานร่วมกันของเราและบริษัท Acacia จะช่วยพิสูจน์ว่าระบบนิเวศน์สำหรับการใช้งานปริมาณของ line cards ใหม่เหล่านี้ร่วมกับ pluggable 400G coherent optics แบบเสียบปลั๊กนั้นสามารถทำได้”

“ด้วยโมดูล 400G coherent ของบริษัท Acacia ซึ่งได้รับการตรวจสอบให้สามารถทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์ DIGI-G5 และ META-DX1 ของบริษัท Microchip จึงทำให้เรามองว่ามันคือแนวทางที่แข็งแกร่งซึ่งถูกออกแบบมาให้คำนึงถึงพัฒนาการความจุของเครือขายและประสิทธิภาพที่ได้รับการปรับปรุง”

มาร์คุส เวเบอร์ (Markus Weber) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย DSP และฝ่ายจัดการสายผลิตประจำบริษัท Acacia อันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Cisco ณ ปัจจุบันกล่าว “ขนาดอันกะทัดรัดและประสิทธิภาพด้านพลังงานของโมดูล 400G OpenZR+ CFP2-DCO ของเรา

ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถช่วยผู้ให้บริการเครือข่ายในด้านการใช้งานและขนาดความจุของการเชื่อมต่อ DWDM แบนด์วิดท์สูง ระหว่างศูนย์ข้อมูลและในเครือข่ายเมโทร”