ทำความรู้จักกับการ แพ้นมวัว มีอาการอย่างไร รุนแรงไหม แล้วฝึกดื่มนมวัวได้ยังไง

หลาย ๆ คน เมื่อดื่มนมไปแล้ว อาจจะเคยมีอาการท้องเสีย ท้องอืด ซึ่งเข้าใจว่าอาการนี้เป็น อาการแพ้นมวัว แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังมีการย่อยแลกโทสบกพร่องอีกด้วย ซึ่งในวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับการแพ้นมวัว ว่ามีอาการอย่างไร รุนแรงไหม แล้วฝึกดื่มนมวัวได้ยังไง และจะพาไปดูว่าข้อแตกต่างของการแพ้นมวัว และการย่อยแลกโทสบกพร่องเป็นอย่างไร ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ

การแพ้นมวัว (Cow milk protein allergy)

โรคแพ้โปรตีนนมวัว เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนในนมวัว ผ่านกลไกการแพ้ได้หลายทาง แสดงอาการได้หลายระบบ และระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นกับกลไกการแพ้และระดับความรุนแรงในแต่ละราย อาการแพ้ที่เกิดขึ้นหลังได้รับนมวัว โดยเริ่มแสดงอาการได้ภายใน 1-3 ชม. เป็นวันหรือเป็นสัปดาห์หลังรับประทาน ในทารกที่ทานนมแม่อย่างเดียว พบการแพ้โปรตีนนมวัวผ่านนมแม่ได้เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินอาหารในทารก ยังไม่สมบูรณ์

อาการแพ้โปรตีนนมวัว

โดยทั่วไปอาการแพ้นมวัวจะมีอยู่ 3 อาการหลัก โดยอาจเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ดังนี้

  • อาการทางผิวหนัง ซึ่งจะพบได้ทั้งแบบผื่นลมพิษ โดยจะเป็นผื่นแดง คัน ทั้งตัว หรือเป็นบางส่วนของร่างกาย หรืออาจเป็นผื่นคัน ฝ้าขาว นูน ก็ได้
  • อาการทางเดินหายใจ ซึ่งอามีอาการตั้งแต่คัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะในลำคอหรือหลอดลม จนกระทั่งเป็นปอดอักเสบก็ได้
  • อาการทางเดินอาหาร ซึ่งพบได้ตั้งแต่ริมฝีปากบวม อาเจียน ถ่ายเหลวเฉียบพลัน ถ่ายมีมูกเลือดเรื้อรัง หรือแม้กระทั่งท้องผูกรุนแรง

การรักษาโรคแพ้นมวัว

การรักษาประกอบด้วยการรักษาตามอาการแสดงต่าง ๆ ร่วมกับการรักษาด้านโภชนาการ ซึ่งควรได้รับคำแนะนำโดยแพทย์

  • หลีกเลี่ยงนมวัว หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมวัว เช่น ขนมเค้ก ไอศกรีมต่าง ๆ
  • ให้เลือกนมสำหรับเด็กที่แพ้นมวัว เช่น นมถั่วเหลือง นมสูตรโปรตีนย่อยอย่างละเอียดที่ย่อยโปรตีนนมวัวจนมีขนาดเล็กมาก นมสูตรกรดอะมิโม หรือนมที่ผลิตจากโปรตีนชนิดอื่น

ซึ่งโดยปกติแล้วการแพ้โปรตีนนมวัว ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 1 ขวบปีแรก และอาการจะดีขึ้นจนหายขาดเมื่อเด็กโตขึ้น โดยหายถึงร้อยละ 81-95 เมื่ออายุ 5 ปี นอกจากนี้การแพ้โปรตีนนมวัวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น โรคหืด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เป็นต้น

การย่อยแลกโทสบกพร่อง (Lactose intolerance)

การย่อยแลกโทสบกพร่อง ภาวะนี้ไม่ใช่การแพ้นม แต่เป็นอาการอันไม่พึงประสงค์หลังการรับประทานนมเท่านั้น ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายย่อยน้ำตาลแลกโทสในนมผิดปกติ น้ำตาลแลกโทส (lactose) เป็นน้ำตาลที่มีมากในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยในน้ำนมคนมีสูงถึงร้อยละ 7 น้ำนมวัว แพะ แกะ อูฐ มีร้อยละ 4 โดยน้ำตาลชนิดนี้มีโมเลกุลใหญ่ก่อนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ผิวเยื่อบุผนังลำไส้ต้องผ่านการย่อยด้วยเอนไซม์แลกเทส (lactase) ซึ่งน้ำย่อยนี้สร้างจากเยื่อบุผนังลำไส้เล็กเท่านั้น โดยปกติในทารก ซึ่งทานนมเป็นอาหารหลัก จะมีปริมาณน้ำย่อยแลกเทสมาก แต่เมื่อโตขึ้นทานข้าวเป็นอาหารหลักร่างกายจะสร้างน้ำย่อยแลกเทสลดลง แต่ยังเพียงพอสำหรับการย่อยจึงไม่เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ

อาการย่อยแลกโทสบกพร่อง

เนื่องจากเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็กสร้างเอนไซม์แลกเทสน้อยลง หรือไม่สร้าง เรียกว่าภาวะขาดเอนไซม์แลกเทส (Lactase deficiency) ซึ่งเมื่อดื่มนมไปแล้ว จะมีอาการดังต่อไปนี้

  • อืดแน่นท้องจากก๊าซ ผายลมบ่อย มีเสียงลมในท้อง
  • ปวดท้องแถวสะดือ หรือท้องน้อย
  • คลื่นไส้อาเจียน มักพบในเด็กโตและวัยรุ่น
  • ถ่ายเหลวเป็นน้ำ และมีฟอง

การรักษาภาวะการย่อยแลกโทสบกพร่อง

  • ผู้ป่วยที่มีภาวะขาดเอนไซม์แลกเทสแต่กำเนิดหรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม อาจจำเป็นต้องให้น้ำย่อยแลกเทสสังเคราะห์ ร่วมกับงดบริโภคนมหรือผลิตภัณฑ์ของนมที่มีน้ำตาลแลกโทส
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องเอนไซม์แลกเทสชั่วคราว ให้หลีกเลี่ยงการดื่มนมที่มีน้ำตาลแลกโทส หรือดื่มนมสูตรเดิมปริมาณครึ่งหนึ่งของที่เคยดื่มอยู่ แล้วค่อย ๆ เพิ่ม ในรายที่มีอาการมากควรเลือกกินนมสูตรนมถั่ว นมวัวสูตรแลกโทสฟรี หรือโยเกิร์ต ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นมที่ได้เติมจุลินทรีย์ที่ได้ย่อยแลกโทสไปบางส่วนแล้ว
  • ทารกที่ทานนมแม่ ให้มารดาปั๊มนมส่วนหน้าที่มีน้ำตาลแลกโทสสูงออกก่อน และให้ทานนมส่วนหลังเมื่ออาการดีขึ้น จึงค่อยดื่มนมสูตรปกติแต่ให้ดื่มปริมาณน้อย ๆ ก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มเพื่อให้ลำไส้ปรับตัว

ข้อแตกต่างของการแพ้นมวัว และการย่อยแลกโทสบกพร่อง

การแพ้นมวัว ส่วนใหญ่จะเกิดกับเด็กเล็กตั้งแต่ในช่วง 1 ขวบ – 5 ขวบ ส่วนการย่อยแลกโทสบกพร่องส่วนใหญ่จะเกิดในผู้ใหญ่ ซึ่งอาการของทั้ง 2 อย่าง ก็จะมีอาการที่แตกต่างกัน ซึ่งอาการแพ้นมวัว จะมีอาการหนักกว่า และแสดงอาการออกมากกว่า

ข้อมูล: nakornthon.com , phyathai.com , และ th.theasianparent.com

รูปภาพ: freepik.com