รีวิว Fitbit Luxe สมาร์ทแบรนด์ สวยหรู ใส่สวยเหมือนเครื่องประดับ

Fitbit เป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทวอร์ชที่ได้รับความนิยามอย่างมาก โดยเฉพาะในไทย มีผู้ใช้งาน Fitbit อยู่มากมาย โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการสมาร์ทวอร์ชที่เป็นได้ทั้งสมาร์ทวอร์ชและเครื่องประดับในตัว ดังนั้นในบทความนี้จะมา รีวิว Fitbit Luxe สมาร์ทวอร์ชรุ่นใหม่ล่าสุดให้ชมกันครับ

Fitbit Luxe ถือเป็นสมาร์ทวอร์ชอีกหนึ่งรุ่น จริงๆ ขอเรียกว่าสมาร์ทแบรนด์ หรือสายรัดข้อมูลอัจฉริยะดีกว่า มาพร้อมกับหน้าจอสี แบบ AMOLED ขนาด 0.76 นิ้ว พร้อมกับดีไซน์ที่ดูหรูหรา ใส่แล้วเหมือนเครื่องประดับ ตัวเครื่องทำจากสแตนเลส มีฟีเจอร์ให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้แบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการนับก้าว การติดตามการนอน การคํานวณแคลอรี่ในแต่ละวัน หรือระยะทางการเดินในแต่ละวัน

นอกจากนั้นยังมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง และในอนาคตจะรองรับวัดค่าออกซิเจนในเลือด spO2 ด้วย

Fitbit Luxe มีวางขายในไทยเป็นที่เรียบร้อย ราคาเปิดตัวที่ 4,990 บาท ตอนนี้ที่ JD Central จัดโปรโมชั่นลดเหลือ 4,790 บาท

ช่องทางสั่งซื้อ

รีวิว Fitbit Luxe

อุปกรณ์ในกล่อง

  • Fitbit Luxe
  • สาย 2 ขนาด (small & large) x 1 ด้าน
  • Charging cable
  • คู่มือการใช้งาน

สำรวจตัวเครื่อง

ตัวหน้าจอเป็น AMOLED ขนาด 0.76 นิ้ว ความละเอียด 206 x 124 พิกเซล แสดงผลแบบสี แม้จะเป็นแบบสี แต่ก็แสดงผลได้จำกัดพอสมควร จะเป็นลักษณะ ข้อความ และไอคอนมากกว่ารูปภาพ หรือภาพกราฟฟิก ไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ สั่งงานผ่านการสัมผัสแบบ 100% ระบบสัมผัส Multi-Touch

ตัวเครื่องด้านหน้าจอดูเหมือนเป็นหน้าจอแสดงผลทั้งชิ้น แต่ว่าจริงๆ แล้วตัวหน้าจอไม่ได้เต็มพื้นที่สีดำ มีขอบดำด้านบนและด้านล่างเยอะพอสมควร ทำไม่มีพื้นที่ในการแสดงผลน้อยกว่าขนาดของตัวเครื่องจริงที่มองเห็นพอสมควร

อย่างที่บอกว่าตัวเครื่องทำมาจากสแตนเลส มีความสวยงามและมีความแข็งแรงงานออกแบบดูหรูหรามากๆ ใส่แล้วดูมีราคาดูหรูขึ้นมาทันที จึงไม่แปลกที่ทางแบรนด์จะบอกว่ามันสามารถใส่เป็นเครื่องประดับได้เลย เพราะดูแล้วเข้ากับชุดออกงาน ชุดไปเที่ยวได้อย่างสวยงามเลย มาพร้อมกับ Bluetooth 5.0

ตัวเครื่องรองรับ iOS 13.3 ขึ้นไป และ Android 8.0 ขึ้นไป

ตัวเครื่องมีขนาด กว้าง 17.52 มม. (แนวทะแยง) x ยาว 36.32 มม. x หนา 10.16 มม. ด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กและสายที่บาง วัสดุของสายดีมากๆ ทำให้สามารถใส่ได้ทั้งวันโดยที่ไม่รู้สึกระคายเคือง หรือเหม็นอับ และตัวเครื่องเบามาก ทำให้สามารถใส่ได้ทั้งวันโดยที่ไม่รู้สึกหนักข้อมือ

ด้วยความที่หน้าจอมีขนาดเล็กทำให้มีพื้นที่ในการแสดงผลที่จำกัด หน้าปัดนาฬิกาแม้จะมีให้เลือกหลายแบบ แต่ไม่มีแบบไหนที่สามารถแสดงผลอัตราการเต้นของหัวใจ วันที่ และสเต็ปการเดิน ในหน้าเดียวกันได้ แต่เราสามารถแตะสัมผัสเพื่อสลับโหมดหน้าจอเพื่อดูอัตราการเต้นของหัวใจ สเต็ปการเดิน แล้วก็วันที่ได้

ด้านหลังของตัวเครื่องจะมีเซ็นเซอร์ต่างๆ สำหรับตรวจวัดการทำงานของร่างกาย โดยมีเซ็นเซอร์ดังนี้

  • ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ heart rate monitor
  • ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดการเร่งความเร็ว 3-axis accelerometer
  • ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดการสั่น Vibration motor
  • ระบบเซ็นเซอร์ Red and infrared สำหรับอ่านค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2)

ด้านบนที่เป็นจุดทองเหลือง 4 จุด จะมีไว้สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัวเครื่อง ต้องใช้ที่ชาร์จที่ติดมาในกล่อง มีแถบแม่เหล็กประกบกัน โดยต้องวางขั้วแท่นชาร์จให้ตรงกัน แล้วตัวแม่เหล็กจะดูดติดกันเอง ใช้เวลาชาร์จจาก 0-100% ราวๆ 2 ชั่วโมง

ตัวแบตเตอรี่ตามสเปกแคลมว่าใช้งานได้ 5 วัน แต่จากการใช้งานของผม ใช้งานได้นานถึง 9 วัน และเช้าวันที่ 10 แบตหมดและดับไปเอง

ตัวเครื่องสามารถถอดสายได้ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งการถอดก็ไม่ยากนัก จะมีสลักตัวยึดอยู่ ให้กดแล้วก็ดึงสายออกได้เลยแม้แต่การถอดสายจะทำได้ง่าย แต่การสวมใส่ปกติจะไม่ทำให้สายหลุดออกจากตัวเครื่องแน่นอน

ในกล่องมีแถมสายมาให้อีก 1 เส้น เป็นความยาว 7.1 ถึง 8.7 นิ้ว สำหรับคนที่มีข้อมือใหญ่ เช่น ผู้ชายส่วน ผมใช้ขนาดเล็ก ความยาวของสายอยู่ที่ 5.5 ถึง 7 นิ้ว ซึ่งสายนี้จะเหมาะกับคนที่แขนเล็กๆ แบบผม

การส่วมใส่

ในแง่การสวมใส่ ส่วนตัวรู้สึกว่าใส่ Fitbit Luxe ไปแล้ว ตัวเครื่องมันเข้ากับคนแขนเล็กมากๆ ด้วยตัวเรือนที่มีขนาดเล็ก จึงเข้าได้กับแขนพอดี การสวมใส่สบาย ไม่จำเป็นต้องใส่แน่นจนเกินไป แต่ก็ไม่ควรจะใส่หลวมจนเกินไป เพราะจะทำให้การวัดค่าของตัวเซ็นเซอร์ทำได้ไม่ตรงหนัก

เราสามารถสวมใส่ได้เอง โดยใช้มือข้างเดียว สายก็เป็นเหมือนสายนาฬิกาทั่วไป ใส่แล้วตัวสายมีความแน่นหนาแข็งแรง ไม่หลุดแน่นอน แล้วสายก็มีความกระชับกับข้อมือ ไม่จำเป็นต้องใส่จนแน่นสายก็รอกับข้อมือได้ดี

ด้วยดีไซน์ที่ดูหรูหราตัวสายจะออกแบบมาให้เข้ากับตัวเรือนโดยแต่ละสีจะมีสายและตัวเรือนที่แตกต่างกันไปยกตัวอย่าง ผมใส่สีขาว ตัวเครื่องจะเป็นสีทอง เงางาม ส่วนตัวสายจะออกโทนๆ ขาว ครีมๆ เข้ากับตัวเรือนได้อย่างดี ใส่เที่ยวก็สวยงาม ตัวนี้มีชื่อว่า Lunar White

Fitbit Luxe สามารถกันน้ำได้ลึกสูงสุด 50m และติดตามระยะการว่ายน้ำเบื้องต้นได้ ใส่ล้างมือได้เลยไม่ต้องกังวลว่าเครื่องจะพัง

การสั่งงาน

การสั่งงาน Fitbit Luxe ก็ทำได้ง่าย หากเราสัมผัสที่หน้าจอก็จะเป็นการเปลี่ยนโหมดหน้าปัดนาฬิกา ปัดหน้าจอขึ้นจะเป็นการดูสรุปกิจกรรมของแต่ละวัน เช่น เดินไปแล้วกี่ก้าว เป็นระยะทางเท่าไหร่ ผลาญแคลอรี่ไปแล้วเท่าไหร่ มีการขยับร่างกายทุกชั่วโมงหรือเปล่า heart rate อยู่ที่เท่าไหร่ รวมถึงอัตราการนอน การออกกำลังกายเป็นต้น

หากเราปัดหน้าจอลง จะเป็นการเข้าสู่การตั้งค่าการใช้งานต่างๆ เช่น เปิดโหมดห้ามรบกวน เปิด Sleep mode ตั้งค่าการปลุกหน้าจอ ตั้งค่าของตัวเครื่องต่างๆ ปรับระดับความสว่างของหน้าจอ เปิดปิด Sensor heart rate เป็นต้น

หากเราปัดหน้าจอซ้ายหรือขวา จะเป็นการเปลี่ยนโหมดการแสดงผลต่างๆ เพื่อสั่งงาน Fitbit Luxe ให้ทำกิจกรรมหรือแสดงผลต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การตั้งเวลา Countdown หรือนาฬิกาจับเวลา ตั้งปลุก หรือการทำสมาธิ รวมถึงการอ่านแจ้งเตือนที่ส่งมาจากโทรศัพท์

มีโหมดกิจกรรม หรือออกกำลังกาย กว่า 20 ชนิด และบนตัวเครื่องเราสามารถตั้งค่า Shortcut เพื่อเข้าสู่โหมดออกกำลังกายได้สูงสุด 6 แบบ และถ้าต้องการจะสลับหรือเปลี่ยนต้องไปเปลี่ยนที่ application บนมือถือเท่านั้น จุดเด่นคือ มี SmartTrack สามารถตรวจจับการออกกำลังกายได้แบบอัตโนมัติ

ฟีเจอร์อย่าง Mindfulness บน Fitbit สามารถช่วยทำให้คุณได้ลองมานอนทำสมาธิเคลิ้ม ๆ ไปกับลิสต์เพลงต่าง ๆ ที่จะช่วยทำให้คุณนั้นรู้สึกผ่อนคลาย หายกังวล และ หลับปุ๋ยโดยไม่รู้ตัว

ประสบการณ์การใช้งาน

Fitbit Luxe ไม่มี GPS ในตัว จึงต้องใช้งานร่วมกับแอป Fitbit บนสมาร์ทโฟน เพื่อใช้งาน GPS รองรับ Google Fast Pair เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android ได้เร็วมากๆ แปบเดียวหาเจอ ตั้งค่านิดหน่อยใช้งานได้เลย ที่สำคัญเราสามารถทดลองใช้งาน Fitbit Premium ได้ฟรีถึง 6 เดือนเลยทีเดียว

ตัวแอป Fitbit จะมีแค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว ยังไม่รองรับการแสดงผลภาษาไทย หลังเชื่อมต่อเสร็จ เราจะสามารถมองเห็นข้อมูลที่ตัวแอปโหลดมาจากตัวเครื่องได้จากหน้าหลัก

โดยเราจำเป็นต้องเปิดแอป Fitbit เพื่อซิงค์ข้อมูลอย่างเป็นประจำ ปกติแล้วเมื่อเราเปิดแอปขึ้นมาตัวแอปจะ Sync ข้อมูลจากตัวเครื่องโดยอัตโนมัติ แต่หากไม่ Sync เอง เราสามารถลากหน้าจอจากด้านบนลงมาด้านล่างตัวแอปจะเชื่อมต่อ และ Sync ข้อมูลมาให้

โดยตัวแอปมีข้อมูล บอก เช่น อัตราการหายใจของเราอยู่โซนที่เท่าไหร่ สเต็ปการเดินเดินไปแล้วทั้งหมดกี่ก้าวเป็นระยะทางเท่าไหร่ และในวันปัจจุบันเราเผาผลาญแคลอรี่ไปแล้วเท่าไหร่

บนแอปจะมีฟังก์ชั่นให้เราตั้งค่า Fitbit Luxe อยู่หลายจุดโดยส่วนมากน่าจะทั้งหมดเราจะต้องตั้งค่าบน แอป แล้วซิงค์กลับไปยังตัวเครื่อง เนื่องจากตัวเครื่องบางฟังก์ชั่นจะไม่สามารถตั้งค่าได้ เลยต้องผ่านแอปเท่านั้น ยกตัวอย่างการเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกา จะต้องเปลี่ยนจากแอปเท่านั้น

เรายังสามารถจัดการแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่บน Fitbit Luxe ได้ด้วย โดยเมนูทั้งหมดที่อยู่บน Fitbit Luxe จะถูกติดตั้งในลักษณะการเป็นแอปทั้งหมดเราสามารถเลือกติดตั้งหรือไม่ติดตั้งในส่วนที่เราไม่ต้องการใช้งานได้เลย

หน้าปัดสำหรับ Fitbit Luxe มีให้เลือกหลายแบบอยู่พอสมควร เท่าที่นับดูมีประมาณ 20 แบบ โดยแต่ละแบบจะแสดงข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน บางแบบมีหน้าปัดให้เลือกหลายแบบ แต่หลายแบบในที่นี้คือให้เลือกว่าจะแสดงอัตราการเต้นของหัวใจ สเต็ปการเดิน หรือวันที่ อะไรทำนองนี้

การตั้งช็อตคัตส่งไปยัง Fitbit Luxe ได้สูงสุด 6 กิจกรรม จะมาสลับตำแหน่งเรียงตามกิจกรรมที่ใช้งานบ่อยๆ ได้มีโหมดกิจกรรม/ออกกำลังกาย กว่า 20 ชนิด พร้อม SmartTrack ติดตามออกกำลังกายอัตโนมัติได้

มีโหมดกิจกรรมยอดนิยม เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เดิน โยคะ ปั่นจักรยาน ฟิตเนส แอโรบิค ไตรกีฬา กอลฟ์ เทนนิส ชกมวย กิจกรรมอย่างอื่น เช่นกระโดดเชือก คงต้องเลือกเป็น outdoor workout แทน

สามารถตั้งค่าการรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนที่ทำการเชื่อมต่อกับ Fitbit Luxe ได้ เมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันนี้จะสามารถรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนเครื่องที่เชื่อมต่อได้ เพียงแต่การแจ้งเตือนจะไม่เด้งขึ้นบนจอ จะไปอยู่ในโหมด Notification Views แทน และไม่รองรับภาษาไทยด้วย ตรงการแจ้งเตือนไม่ค่อย Work เท่าไหร่

สามารถติดตามการนอนได้ แบ่งการนอนออกเป็น 4 ระดับ คือ Awake, REM, Light, Deep พร้อมกับมีคะแนนการนอนให้เต็ม 100 โดยตัวแอปจะคำนวณจากการนอนของเราออกมาเป็นคะแนนให้ และติดตามแนวโน้ม การนอนหลับในแต่ละคืน

ฟีเจอร์ Stress Management Score ใน Fitbit Luxe ที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ Electrodermal Activity (EDA) ที่จะช่วยบริหารจัดการความเครียดตลอดทั้งวัน ทำให้ผู้ใช้ตระหนักรู้ถึงความเครียดของตัวเอง และหาทางจัดการได้อย่างทันท่วงที พร้อมแสดงคะแนน 1-100 ในแอพ

และถ้าเราใช้ Fitbit Premium เราจะสามารถดูข้อมูลที่ละเอียดขึ้นได้ด้วย โดยแอปจะัแยกระดับความเครียดตามกิจกรรมที่ตรวจพบ

ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในอนาคตจะปล่อยฟีเจอร์การวัดค่าออกซิเจนในเลือด SpO2 มาให้ใช้งานด้วย

ติดตามการออกกำลังกายได้อย่างแม่นยำ แม้ไม่มี GPS ในตัว แต่ก็ทำงานได้ดี ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอดการวิ่ง แสดงเป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจด้วย Active Zone Minutes ให้ดูด้วย นอกจากนั้นยังมีหน้ารวมสถิติการออกกำลังกาย การทำกิจกรรมต่างๆ ให้เราสามารถดูย้อนหลัง เปรียบเทียบกัน ได้อีกด้วย

ตัวแอปยังสามารถเก็บสถิติการดื่มน้ำในแต่ละวันของเราได้ด้วยซึ่งตรงนี้ต้องทำการเพิ่มเอง

มีระบบบันทึกและทำสถิติน้ำหนักและปริมาณไขมันเพื่อทำสถิติและวิเคราะห์แบบประเมินผลในการออกกำลังกายของเราได้ ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องบันทึกเองเช่นกัน

นอกจากน้ำแล้วเรายังสามารถบันทึกข้อมูลการกินอาหารแต่ละวันของเราได้ด้วยมีบาร์โค้ดสำหรับสแกนที่บาร์โค้ดบนอาหารหรือขนมที่เรากินได้ และแอปจะนำข้อมูลไปหักลบกับการใช้พลังงานในแต่ละวันของเราด้วย

ในกรณีที่เราเปิดติดตามการเคลื่อนไหวทุกชั่วโมงจะสามารถดูสรุปได้ว่าใน 1 วันทุก 1 ชั่วโมงเรามีการลุกขยับตัวหรือเปล่าโดยตัวแอปจะมีการสั่นที่ตัวเครื่องเพื่อแจ้งเตือนให้เราลุกขยับตัวทุก 1 ชั่วโมง