เท้าแบน ส่งผลกับร่างกายมากกว่าที่คิด ความผิดปกติที่ไม่ควรละเลย

pexels yan krukau 5794022

เท้าแบน เป็นความผิดปกติที่ส่งผลกวนใจในชีวิตประจำวัน ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข โดยเฉพาะคนที่ชอบออกกำลังกาย เล่นกีฬา หรือต้องเดินเยอะ ๆ เพราะเมื่อมีการใช้งานฝ่าเท้ามาก ก็จะเกิดความรู้สึกเจ็บ ซึ่งคนที่มีภาวะเท้าแบนจะสังเกตได้ว่าอุ้งเท้าด้านในเตี้ยลง ร่วมกับมีปลายเท้าเอียงออกไปทางด้านข้าง และหากลองลงน้ำหนักแล้วพบว่าฝ่าเท้าทั้งหมดแนบติดพื้น หรือในบางคนอาจจะมีอุ้งเท้าเตี้ยมากกว่าปกติจนแทบมองไม่เห็นส่วนที่โค้งเว้า นั่นหมายความว่าคุณอาจมีภาวะเท้าแบนได้ และอีกรูปแบบหนึ่งนอกจากการมีอุ้งเท้าที่เตี้ยแล้ว ในบางคนอาจจะสังเกตได้จากการที่นิ้วเท้าหรือปลายเท้าปัดออกไปทางด้านนอก ซึ่งกรณีนี้จะเป็นปัญหาในเรื่องของแนวกระดูก

ภาวะเท้าแบน ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด โดยจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของรูปเท้าได้ตั้งแต่อายุประมาณ 6 – 8 ขวบ แต่เพราะในวัยนี้ยังมีน้ำหนักตัวน้อย เด็ก ๆ จึงสามารถเดินหรือวิ่งได้ตามปกติโดยไม่มีอาการเจ็บปวด เนื่องจากเส้นเอ็น และกระดูกยังแข็งแรงอยู่ แต่เมื่อผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน บวกกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น อุ้งเท้าที่แบนอยู่แล้วก็เริ่มแสดงอาการชัดเจนขึ้น โดยจะรู้สึกเจ็บเมื่อใช้งานเยอะ ๆ หรือทำกิจกรรมที่ลงน้ำหนักเท้ามาก ๆ ส่วนมากจะเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุมากขึ้น โดยระยะแรกอาการจะสัมพันธ์กับการใช้งาน ถ้าใช้งานมาก เช่น วิ่งระยะทางไกล เล่นฟุตบอล เล่นบาสเกตบอลมาก ๆ จะมีอาการเจ็บ แต่ต่อมาเมื่อมีอาการมากขึ้น เพียงแค่เดินปกติในระยะทางไกลขึ้นก็อาจมีอาการเจ็บได้ ซึ่งในบทความนี้เราก็จะพาไปดูกันว่าเท้าแบนคืออะไร ส่งผลกับร่างกายอย่างไร ไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

flat foot 05 1

เท้าแบน ส่งผลกับร่างกายมากที่คิด

เท้าแบน คืออะไร?

เท้าแบน (Flat Feet) คือ ลักษณะของเท้าที่ไม่มีส่วนโค้งเว้าตรงกลางเท้า เมื่อลุกขึ้นยืน ฝ่าเท้าจะราบแนบไปกับพื้นทั้งหมด ตรงกลางฝ่าเท้าที่โค้งขึ้นมานั้นคืออุ้งเท้า (Arch) ซึ่งทอดไปตามแนวยาว และแนวขวางของฝ่าเท้า วิธีสังเกตคือหากลองลงน้ำหนักแล้วพบว่าฝ่าเท้าทั้งหมดแนบติดพื้น หรือในบางคนอาจจะมีอุ้งเท้าเตี้ยมากกว่าปกติจนแทบมองไม่เห็นส่วนที่โค้งเว้า นั่นหมายความว่าคุณอาจมีภาวะเท้าแบน ซึ่งอาจเป็นภาวะปกติหรือผิดปกติ และอาจแสดงหรือไม่แสดงอาการใด ๆ ลักษณะของภาวะเท้าแบน พบในผู้ที่มีอุ้งเท้าเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย

สาเหตุหลักของการเกิดเท้าแบน

เนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ยึดเชื่อมกันเช่นโรคหนังยึดผิดปกติ (Ehlers-Danlos Syndrome) หรือกลุ่มอาการข้อต่อหย่อน (Joint Hypermobility Syndrome) เอ็นข้อเท้าที่ยึดขาส่วนล่างของข้อเท้า และตรงกลางฝ่าเท้าเกิดการอ่อนแรง (Posterior Tibial Tendon Dysfunction) เกิดจากการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมหนัก ๆ จึงส่งผลให้เท้า และข้อเท้าเสี่ยงได้รับบาดเจ็บซึ่งในกรณีนี้ได้มีผลวิจัยชี้แจงออกมาด้วยนั่นก็คือพบว่าผู้ที่เล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมหนัก ๆ มีความสัมพันธ์กับอาการเบื้องต้นของโรคเท้าแบนนั่นก็คือเจ็บหน้าแข้งด้านใน (Shin Splints) เจ็บที่อุ้งเท้าส้นเท้า และมีอาการปวดเข่าด้านหน้า (Patellotermoral Pain Syndrome)

flat foot 07

ชนิดของภาวะเท้าแบน

1. ภาวะเท้าแบนแต่กำเนิด ภาวะเท้าแบนแต่กำเนิด ภาวะนี้จะปรากฏลักษณะเท้าแบน 2 แบบ ได้แก่ เท้าแบนแบบนิ่ม และเท้าแบนแบบแข็ง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • เท้าแบนแบบนิ่ม (Flexible Flat Foot) ภาวะเท้าแบนลักษณะนี้จัดเป็นภาวะเท้าแบนที่พบได้มากที่สุด พบตอนเป็นเด็ก เมื่อยืน ฝ่าเท้าจะราบไปกับพื้นทั้งหมด แต่เมื่อยกเท้าขึ้นมาจะเห็นช่องโค้งของฝ่าเท้า เท้าแบนแบบนิ่มไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด
  • เท้าแบนแบบแข็ง (Rigid Flat Foot) เท้าแบนลักษณะนี้พบได้น้อย โดยตรงอุ้งเท้าจะโค้งนูนออก เท้าผิดรูป แข็ง และเท้ามีลักษณะหมุนจากข้างนอกเข้าด้านในเสมอ (Pronation) ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดหากต้องยืนหรือเดินมากเกินไป รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับการสวมรองเท้า

2. ภาวะเท้าแบนที่เกิดขึ้นภายหลัง ภาวะเท้าแบนลักษณะนี้มีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น เอ็นข้อเท้าหย่อนยาน ป่วยเป็นโรคข้อรูมาตอยด์ ข้อเท้าเสื่อม หรือกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทขา ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง ภาวะเท้าแบนลักษณะนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเยอะ และอายุมาก ทั้งนี้สาเหตุบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะเท้าแบนภายหลังมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้

  • เอ็นร้อยหวายสั้น (Short Archilles Tendon) ผู้ที่ส้นเท้ายกขึ้นจากพื้นก่อนส่วนอื่นของฝ่าเท้าเมื่อเดินหรือวิ่ง เกิดจากเอ็นร้อยหวายที่ยึดกระดูกส้นเท้ากับกล้ามเนื้อน่องสั้นเกินไป จะทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อเดินหรือวิ่ง
  • เอ็นเท้าอักเสบ (Posterior Tibial Tendon Dysfunction) เกิดจากเอ็นที่ยึดกล้ามเนื้อน่องกับด้านในข้อเท้าได้รับบาดเจ็บ บวม หรือฉีกขาด หากอุ้งเท้าได้รับการกระแทก จะทำให้รู้สึกเจ็บด้านในฝ่าเท้า และข้อเท้า

อาการภาวะเท้าแบน

ภาวะเท้าแบนที่เกิดขึ้นในคนส่วนใหญ่ มักไม่ปรากฏสัญญาณหรืออาการใด ๆ ในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการหรือมีอาการเฉพาะหลังเดินหรือยืนเป็นเวลานาน แต่เมื่อโรคมีความรุนแรงมากขึ้น อาการเจ็บมักเป็นมากขึ้นรอบ ๆ ข้อเท้า และอุ้งเท้า หรือมีภาวะเท้าแบนที่เห็นชัดมากขึ้น รองเท้าที่เคยสวมได้ ไม่สามารถสวมได้ และชำรุดเร็วเกินไป อย่างไรก็ตามผู้ที่เกิดภาวะเท้าแบนควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และรับการรักษาเพิ่มเติม หากมีอาการต่อไปนี้

  • เจ็บอุ้งเท้า และส้นเท้า แม้สวมใส่รองเท้าที่รองรับเท้าได้ดี และนุ่มสบายแล้ว
  • ฝ่าเท้าด้านในบวมขึ้น มีการอักเสบบวมแดงตามเส้นเอ็นรอบ ๆ ข้อเท้า
  • ทรงตัวลำบาก ยืนเขย่งขาไม่ได้ หรือเดินขึ้นลงบันไดลำบาก
  • ไม่สามารถสวมใส่รองเท้าที่เคยใส่ได้ หรือรู้สึกอุ้งเท้าแบนมากยิ่งขึ้น
  • รู้สึกชาฝ่าเท้า หรือเส้นเอ็นนิ้วเท้าอ่อนแรงหรือผิดรูปมากขึ้น

flat foot 01

การตรวจวินิจฉัยภาวะเท้าแบน

ผู้ป่วยสามารถประเมินภาวะเท้าแบนเบื้องต้นจากการสังเกตรอยเท้าที่เปียกน้ำเวลาวางบนพื้นแห้ง ถ้าไม่พบว่ามีส่วนโค้งเว้าบริเวณอุ้งเท้าแสดงว่ามีแนวโน้มภาวะเท้าแบน เมื่อพบภาวะเท้าแบนร่วมกับมีอาการตามที่ได้กล่าวเบื้องต้นควรพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียดด้วยการตรวจร่างกายเพื่อดูตำแหน่งกดเจ็บ แนวกระดูกเท้าและข้อเท้า รวมทั้งความแข็งแรงของเส้นเอ็นรอบ ๆ ข้อเท้า

การรักษาเท้าแบน

หากไม่มีอาการปวดหรืออาการขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวันก็ไม่ต้องให้การรักษา การรักษาอย่างจริงจังควรทำเมื่อมีอาการปวดหรือรบกวนการใช้เท้าในชีวิตประจำวันโดยให้พบศัลยแพทย์กระดูก และข้อ หรือมีวิธีการรักษาดังนี้
1. การฝึกเพิ่มความยืดหยุ่นเอ็นรอบข้อเท้า เพื่อป้องการการเกิดอาการปวด หรือล้า

  • ท่าที่ 1 มือค้ำผนังไว้ขาซ้ายเหยียดตึงไม่ยกส้นเท้าจากพื้น จากนั้นย่อตัวลงค้างไว้ 10 – 20 วินาที วันละ 10-20 รอบ หรือค่อย ๆ ปรับจำนวนรอบขึ้นทุกวัน
  • ท่าที่ 2 ยืนบนขอบบันไดให้ส้นเท้าข้างที่ต้องการ ยืดเอ็นพ้นบันไดออกมาค่อย ๆ ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปค้างใน ท่านี้ 10 – 20 วินาที วันละ 10 – 20 รอบต่อวัน
  • ท่าที่ 3 นั่งยอง ๆ ค้างไว้ 10 – 20 วินาที วันละ 10 – 20 รอบต่อวัน ในท่าเท้าชิดกันส้นเท้าไม่ยกจากพื้น

2. การกินยาแก้ปวด และฉีดยาเพื่อลดอาการอักเสบ
3. การพบแพทย์ตรวจเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้มีอาการปวด หรือผิดปกติในการใช้งาน
4. การใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้า หรือเท้าเพื่อปรับรูปเท้าขณะที่สวมอุปกรณ์จะทำให้อาการเบาลง
5. การผ่าตัดแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวด หรือปัญหา

flat foot 03

วิธีป้องกัน และดูแลตนเอง สำหรับคนเท้าแบน

  • เลือกรองเท้าที่เหมาะสม ผู้มีภาวะเท้าแบนควรเลือกรองเท้าที่มีส่วนเสริมช่วยพยุงอุ้งเท้า รวมถึงรองเท้าควรมีวัสดุแข็งหุ้มทั้งด้านข้าง และหลังเท้า เพื่อป้องกันไม่ให้ส้นเท้าบิดหรือทำให้เท้าล้มเข้าด้านใน
  • เสริมพื้นรองภายในเท้า โดยการใช้แผ่นรองเท้าที่เหมาะสมกับสภาพของเท้า เพื่อช่วยพยุง และลดแรงการแทกไม่ให้เท้าบิดขณะวิ่งหรือเดิน ปัจจุบันมีทั้งแบบเป็นซิลิโคน แผ่นรองเท้า และวัสดุอื่น ๆ มากมาย
  • นักวิ่งควรลองสวมพร้อมรองเท้าที่ใช้ประจำ เพื่อความกระชับ และเหมาะสมกับเท้าของแต่ละคน รวมถึงผู้มีปัญหาเท้าแบนมาก ๆ ความพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และเลือกอุปกรณ์เสริมที่ปลอดภัย
  • เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง กล้ามเนื้อหน้าแข้งด้านใน กล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อเท้า และกล้ามเนื้อในฝ่าเท้า จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการบาดเจ็บของนักวิ่งที่มีภาวะเท้าแบนได้
  • การกินยา ฉีดยาเพื่อลดอาการอักเสบ หรือการทำกายภาพด้วยเครื่องมือต่าง ๆ เช่น อัลตราซาวน์ เลเซอร์ สามารถช่วยลดอาการปวดจากภาวะนี้เพิ่มเติมได้

การมีภาวะเท้าแบน มีลักษณะบริเวณอุ้งเท้าบริเวณกลางเท้าสูญเสียความสูงไปหรือแบนติดพื้น ซึ่งจะเห็นชัดเมื่อมีการลงน้ำหนัก ภาวะดังกล่าวทำให้กลไกการทำงานของเท้า และข้อเท้าสูญเสียไป ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด และอาจนำไปสู่ความผิดรูปของข้อเท้า และนิ้วเท้าตามมาได้ และถึงแม้ว่าโรคเท้าแบน จะไม่ใช่โรคร้ายแรงอันตราย แต่หากปล่อยไว้ก็จะทำลายความสุข และคุณภาพในการใช้ชีวิตได้ ดังนั้น ถ้าหากคุณรู้สึกว่ารูปเท้าผิดรูป แบนผิดปกติ หรือแค่เดินก็รู้สึกเจ็บฝ่าเท้ามาก ๆ ก็ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาในทันที

ข้อมูล: https://www.bangkokinternationalhospital.com/ , https://www.paolohospital.com/ และ https://kdmshospital.com/

รูปภาพ: https://www.pexels.com/th-th/