นอกจาก iPhone 11 ที่เปิดตัวมาแทนตลาดของ iPhone XR แล้ว ก็ยังเปิดตัว iPhone 11 Pro ที่มาแทนตลาดเดิมของ iPhone Xs และ iPhone 11 Pro Max ที่มาแทน iPhone Xs Max มาพร้อมกับชิพ A13 Bionic โดยแอปเปิลได้โชว์ประสิทธิภาพว่ามันคือ CPU ที่แรงที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟน ณ ปัจจุบันที่มีขายในท้องตลาด และ Neural Engine รุ่นที่ 3 และเพิ่มกล้องหลังเป็น 3 ตัว เพิ่มสีใหม่ Midnight Green จอแสดงผลแบบใหม่ Super Retina XDR เป็นจอภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน iPhone นอกจากจะสว่างขึ้นและฉลาดแล้ว ยังประหยัดพลังงานมากขึ้นถึง 15% ด้วย

โดย iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max จะมีให้เลือก 3 รุ่นความจุ คือ 64GB, 256GB และ 512GB มีทั้งหมด 4 สี คือ สีเขียวมิดไนท์กรีน เทาสเปซเกรย์ เงิน และทอง รุ่น 11 Pro จะวางขายในไทยราคาเริ่มต้นที่ 35,900 บาท และ 11 Pro Max ราคาเริ่มต้น 39,900 บาท (ที่มา MXPhone) ซึ่งราคนี้จะวางขายใน มีจำหน่ายที่ apple.com/th และร้าน Apple Store ส่วนตัวแทนจำหน่ายอื่นๆ ราคาจะแตกต่างกันออกไป (แต่ไม่แพงไปกว่านี้) สำหรับกำหนดการวางขายในไทย ยังไม่ประกาศออกมา

หน้าจอแสดงผล

หน้าจอแสดงผลแบบใหม่ Super Retina XDR แบบ OLED ขนาด 5.8 นิ้ว และ 6.5 นิ้ว เป็นหน้าจอ iPhone ที่สว่างและคมชัดที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อใช้งานขณะอยู่กลางแดดความจะสว่างจะอยู่ที่ 800 นิต และ 1,200 นิตเมื่อดูคอนเทนต์แบบ HDR มี True Tone ที่ปรับให้เข้ากับไวท์บาลานซ์ของห้องเพื่อการดูที่สบายตายิ่งขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้นสูงสุดถึง 15% จนเป็นระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

  • จอภาพ Super Retina XDR
  • จอภาพ Multi‑Touch แบบ OLED ทั้งหน้าจอ ขนาด 5.8 นิ้ว (แนวทแยง)
  • จอภาพรองรับ HDR
  • ความละเอียด 2436 x 1125 พิกเซลที่ 458 ppi
  • อัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1
  • การแสดงผลแบบ True Tone
  • ความสว่างสูงสุด 800 นิต
  • แตะหรือยกเพื่อปลุก แล้ว iPhone ของคุณจะพร้อมใช้งานในทันที
  • สีดำที่ดำสนิท ซึ่งดูสวยงามโดดเด่นที่สุดเมื่อใช้กับโหมดมืดใน iOS 13

กล้องหน้า

กล้องหน้า TrueDepth ความละเอียด 12MP พร้อมการบันทึกวิดีโอระดับ 4K สูงสุด 60 fps รองรับ Face ID เก็บภาพได้มากขึ้น แค่หัน iPhone ไปทางวิวที่คุณต้องการถ่าย กล้องก็จะซูมออกโดยอัตโนมัติ เพื่อให้เก็บอะไรต่างๆ ได้มากขึ้น และมีฟีเจอร์ใหม่ Slofie โหมดถ่ายเซลฟี่แบบสโลว์โมชั่น ที่ 120 fps

  • รูรับแสงขนาด ƒ/2.2
  • Retina Flash
  • HDR อัจฉริยะเจเนอเรชั่นถัดไปสำหรับภาพถ่าย
  • โหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคลพร้อมเอฟเฟ็กต์ 6 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ, แสงไฟสตูดิโอ, แสงไฟคอนทัวร์, แสงไฟเวที, แสงไฟเวทีขาวดำ, แสงไฟขาวดำไฮคีย์)
  • ช่วงไดนามิกกว้างขึ้นสำหรับวิดีโอที่มีอัตราความเร็วของเฟรมที่ 30 fps
  • ระบบป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหวในคุณภาพระดับภาพยนตร์ (4K, 1080p และ 720p)
  • บันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่ 24 fps, 30 fps หรือ 60 fps
  • Animoji และ Memoji

เปลี่ยนจาก ภาพนิ่งไปเป็นวิดีโอได้เร็วฉับไว ด้วย QuickTake ขณะอยู่ในโหมดถ่ายรูปภาพ แค่กดชัตเตอร์ค้างไว้ จากนั้นแค่ปัดไปทางขวาก็บันทึกวิดีโอต่อได้เลย


กล้องหลัง 3 ตัว

กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วย Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รับแสงได้มากขึ้น 40% ซูมออปติคอลได้ 2 เท่า กล้อง Ultrawide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เก็บภาพได้กว้างขึ้น 4 เท่า และ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลมี Focus Pixels 100% ซึ่งช่วยให้ออโต้โฟกัสได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 3 เท่าในสภาวะแสงน้อย

มีโหมดกลางคืนที่ถ่ายภาพได้ดีขึ้น (Night mode) โดยเซ็นเซอร์กล้องแบบ Wide จะทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์อัจฉริยะและชิพ A13 Bionic เก็บได้ครบทุกรายละเอียดแม้ในที่ที่มีแสงน้อยลงมากๆ ซึ่งโหมดกลางคืนจะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาจำเป็น

ยังมีคุณสมบัติเจ๋งๆ ของกล้องอีกเยอะ

  • เทเลโฟโต้รับแสงได้มากขึ้น 40%
  • แฟลช True Tone พร้อมคุณสมบัติสโลว์ซิงค์ สว่างขึ้น 36%
  • ความหน่วงของชัตเตอร์เป็นศูนย์
  • เอฟเฟ็กต์การจัดแสงภาพถ่ายบุคคล 6 แบบ
  • ถ่ายภาพพาโนรามาแนวตั้งสูงขึ้น 2 เท่า
  • ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล OIS

การทำงานของ Night mode ใน iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max

เมื่อแตะชัตเตอร์ กล้องก็จะถ่ายภาพหลายภาพโดยมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอลช่วยทำให้เลนส์นิ่ง จากนั้นก็ถึงเวลาทำงานของซอฟต์แวร์กล้อง ที่จะปรับแนวภาพให้ตรง เพื่อชดเชยการสั่นไหว จากนั้นจึงตัดส่วนที่เบลอเกินไปทิ้ง แล้วรวมส่วน ที่คมชัดกว่าเข้าด้วยกัน ทั้งยังปรับคอนทราสต์ให้ทุกอย่างสมดุล และปรับแต่ง สีสันอย่างละเอียดเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ ก่อนที่จะลดนอยซ์อย่างชาญฉลาด แล้วปรับรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจนออกมาเป็นภาพสุดท้ายที่ลงตัว

ข้อมูลเกี่ยวกับกล้อง

  • อัลตร้าไวด์: รูรับแสงขนาด ƒ/2.4
  • ไวด์: รูรับแสงขนาด ƒ/1.8
  • เทเลโฟโต้: รูรับแสงขนาด ƒ/2.0
  • โหมดกลางคืน
  • การปรับภาพแบบอัตโนมัติ
  • ระบบป้องกันภาพสั่นไหวคู่แบบออปติคอล
  • ซูมเข้าแบบออปติคอล 2 เท่า ซูมออกแบบออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า
  • แฟลช True Tone ที่สว่างยิ่งขึ้นพร้อมคุณสมบัติสโลว์ซิงค์
  • โหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคลพร้อมเอฟเฟ็กต์ 6 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ, แสงไฟสตูดิโอ, แสงไฟคอนทัวร์, แสงไฟเวที, แสงไฟเวทีขาวดำ, แสงไฟขาวดำไฮคีย์)
  • HDR อัจฉริยะเจเนอเรชั่นถัดไปสำหรับภาพถ่าย
  • บันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่ 24 fps, 30 fps หรือ 60 fps
  • บันทึกวิดีโอระดับ HD 1080p ที่ 30 fps หรือ 60 fps
  • ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอลสำหรับวิดีโอ
  • ซูมเข้าแบบออปติคอล 2 เท่า ซูมออกแบบออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 6 เท่า
  • รองรับวิดีโอสโลว์โมชั่นความละเอียด 1080p ที่ 120 fps หรือ 240 fps
  • วิดีโอไทม์แลปส์ พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว

แบตอึดขึ้น เรียกว่าชาร์จครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งวัน iPhone 11 Pro ใช้งานได้นานกว่า iPhone XS สูงสุด 4 ชั่วโมง และในรุ่น iPhone 11 Pro Max ใช้งานได้นานกว่า iPhone XS Max สูงสุด 5 ชั่วโมง การทนน้ำ น้ำที่กระเด็นใส่ และฝุ่นที่ระดับ IP68 ที่ระดับ IP68 (ความลึกไม่เกิน 4 เมตร ภายในระยะเวลาสูงสุด 30 นาที) ตามมาตรฐาน IEC 60529

จุดเด่นอื่นๆ

  • เสียงสมจริงรอบทิศทาง รองรับ Dolby Atmos
  • รองรับคอนเทนต์ Dolby Vision และ HDR10
  • รองรับการชาร์จแบบไร้สาย มาตรฐาน Qi
  • รองรับชาร์จเร็ว ชาร์จแบตเตอรี่ได้สูงสุด 50% ภายใน 30 นาที ด้วยที่ชาร์จขนาด 18 วัตต์
  • Wi‑Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax พร้อม MIMO
  • รองรับย่านความถี่ LTE สูงสุด 30 ย่าน 4G LTE Advanced ที่ให้คุณโรมมิ่งทั่วโลก
  • ซิมคู่ที่รองรับ eSIM
  • Bluetooth 5.0
  • NFC พร้อมโหมดตัวอ่าน
  • รองรับการโทรผ่าน Wi‑Fi

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here