HMD Global เปิดตัว Nokia 3.2 และ Nokia 4.2 ในไทยไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา โดยโนเกีย 4.2 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่มาพร้อมดีไซน์และเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมปุ่มกดสำหรับเรียกใช้งาน Google Assistant และกล้องอันทรงประสิทธิภาพในราคาที่จับต้องได้ และสมรรถภาพการประมวลชั้นนำกับ แรม ขนาด 2GB และ รอม 16GB

และโนเกีย 3.2 มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ๆ ในช่วงราคาเดียวกัน แบตเตอรี่ที่ใช้งานต่อเนื่องได้ถึงสองวัน พร้อมปุ่มกดสำหรับเรียกใช้งาน Google Assistant และสมรรถภาพการประมวลชั้นนำกับ แรม ขนาด 2GB และ รอม 16GB

สมาร์ทโฟนโนเกียรุ่นต่างๆ ยังได้รับการรับประกันการอัปเดตระบบความปลอดภัยประจำเดือนรุ่นล่าสุดเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี และรับประกันการอัปเกรดระบบ OS เป็น Android รุ่นใหม่ถึง 2 เวอร์ชันภายในระยะเวลาสองปี ให้สมาร์ทโฟนโนเกียของคุณ สดใหม่และทันสมัย อยู่เสมอ อีกทั้งยังเป็นการการันตีว่า โนเกียเป็นสมาร์ทโฟนเพียวแอนดรอยด์ที่ “ยิ่งใช้ ยิ่งดีขึ้นทุกวัน”

การจัดจำหน่าย

Nokia 3.2 ขนาดแรม 2GB ความจุ 16GB มีสองสีให้เลือกได้แก่ สีดำ และ สีเงิน ในราคา 3,990 บาท แถม microSD 16GB ที่หน้ากล่อง ส่วน Nokia 4.2 ขนาดแรม 2GB ความจุในเครื่อง 16 GB มีสองสีให้เลือก ได้แก่ สีดำ และ สีชมพู ในราคา 4,490 บาท แถม microSD 16GB ที่หน้ากล่อง โดยทั้งสองรุ่นจะวางขายพร้อมกันทั่วประเทศ

Nokia 4.2

เป็นสมาร์ทโฟนของโนเกียที่ได้รับการออกแบบให้มีนวัตกรรมล้ำสมัย ในราคาที่จับต้องได้ มีดีไซน์คลาสสิคด้วย Sculpted-Glass ที่ไม่เพียงแต่ดูหรูหราเท่านั้น แต่มาพร้อมกับนวัตกรรม AI ชั้นเลิศ กล้องหลังเลนส์คู่ขับเคลื่อนด้วยระบบชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 439

และทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ตัวใหม่ล่าสุด อีกทั้งยังมาในขนาดที่พอดี เหมาะแก่การใช้งานมือเดียวด้วยความหนาเพียง 8.4 มม. และหน้าจอชนขอบขนาดกว้างที่มาพร้อมกับเลนส์กล้องหน้าสำหรับการถ่าย Selfie รวมถึงความสามารถในการถ่ายภาพของสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง เช่น ระบบ multi-camera imaging และเซนเซอร์รับแสงคู่ของกล้องหลัง สามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงามโดดเด่นแบบสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงในราคาที่จับต้องได้

หน้าจอแสดงผลแบบ Selfie Notch ขอบชิด (edge-to-edge) ขนาด 5.71 นิ้ว ความละเอียด 720×1520 พิกเซล อัตราส่วนภาพ 19:9 ขอบหน้าจอด้านข้างโค้ง 2.5D ตรงหน้าจอเว้นช่องสำหรับกล้องหน้า โดยกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0 มีฟังก์ชั่นการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า, ไฟสัญลักษณ์แจ้งเตือน LED บริเวณปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง

โครงสร้างภายในที่ทำจากโลหะน้ำหนักเบา กรอบภายนอกทำจากโพลีคาร์บอเนตเคลือบเงาซาติน จึงทำให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา 161 กรัม และบางเพียง 8.4 มม. สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจด้วยมือข้างเดียว รองรับการทำงาน 2 ซิม แบบ nano-SIM และเพิ่ม microSD ได้ 400GB โดยในกล่องแถมมาให้ 16GB สามารถติดตั้งแอปพลิเคชั่นต่างๆลงในเมมโมรี่การ์ดได้

กล้องหลังเลนส์คู่ ขนาด 13+2 ล้านพิกเซล มี Depth Sensor ทำให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้คมชัดยิ่งขึ้น ด้วยระบบ AI อัจฉริยะที่ช่วยประมวลผลพร้อมทั้งเก็บรายละเอียดสีได้ครบในมุมที่กว้างขึ้น เหนือขึ้นไปอีกระดับด้วยฟังก์ชัน Nokia Pro Camera ที่สามารถถ่ายและปรับแต่งภาพได้ อีกทั้งยังรองรับการบันทึกภาพแบบ RAW ไฟล์ ได้อย่างช่างภาพมืออาชีพ

แบตเตอรี่ 3000mAh มีระบบ Adaptive Battery ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนผ่าน AI อัจฉริยะของระบบ Machine Learning ช่วยคำนวณการใช้พลังงานแบตเตอรี่ของแอพพลิเคชันสามารถปรับลดหรือเพิ่มการใช้พลังงาน โดยขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งานของแต่ละคน เพื่อให้แบตเตอร์รี่โดยรวมนั้นสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานขึ้น

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Nokia 4.2

Nokia 3.2

มาพร้อมหน้าจอ HD+ ขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในช่วงราคาเดียวกัน และแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานถึงสองวันทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie รุ่นล่าสุด หน้าจอขนาดใหญ่ที่มีความกว้างถึง 6.2 นิ้ว HD+ ทำให้ประสบการณ์การชมภาพยนตร์บนจอมือถือของคุณคมชัดและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ให้คุณเพลิดเพลินกับความบันเทิงที่มาพร้อมกับความทนทานของแบตเตอรี่ 4,100 mAh ที่ใช้งานได้อย่างยาวนาน และฟีเจอร์ Adaptive Battery ที่มาพร้อมกับ AI ช่วยประหยัดแบตเตอรี่

ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 429 ที่ให้การใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ บนสมาร์ทโฟน ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีติดขัด

หน้าจอขนาดใหญ่ 6.26 นิ้ว แบบ Selfie Notch ความละเอียด HD+ 720×1520 พิกเซล a-Si TFT LCD กระจก 2.5D พร้อมการเว้นช่องสำหรับกล้องเซลฟี่ โดยกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f2.2 มีฟีเจอร์คุณภาพระดับเรือธงที่สำคัญ อาทิ ฟังก์ชั่นการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า, ไฟสัญลักษณ์แจ้งเตือน LED บริเวณปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง

ตัวเครื่องขนาด 159.44 x 76.24 x 8.60 มม. น้ำหนัก 181 กรัม สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจด้วยมือข้างเดียว มาพร้อมกับ Triple Slot สามารถใส่ได้ 2 ซิม และเมมโมรี่การ์ดรองรับการทำงาน 2 ซิม แบบ nano-SIM และเพิ่ม microSD ได้ 400GB โดยในกล่องแถมมาให้ 16GB สามารถติดตั้งแอปพลิเคชั่นต่างๆลงในเมมโมรี่การ์ดได้

แบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 2 วัน มีระบบ Adaptive Battery ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานสมาร์ทโฟนผ่าน AI อัจฉริยะของระบบ Machine Learning ช่วยคำนวณการใช้พลังงานแบตเตอรี่ของแอพพลิเคชันสามารถปรับลดหรือเพิ่มการใช้พลังงาน

รุ่นนี้แม้จอใหญ่กว่า แต่ฟีเจอร์จะถูกตัดออกไปตามราคา โดยกล้องหลังเป็นกล้องตัวเดียว ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล Auto Focus รูรับแสง f2.2 พร้อมแฟลช

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Nokia 3.2

ชอฟท์แวร์ของโนเกีย 4.2 และ โนเกีย 3.2

ทั้งคู่เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์จากโนเกียที่อยู่ในโครงการ Android One ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ตัวเครื่องสามารถนำเสนอประสบการณ์การใช้งานนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากแอนดรอยด์ที่มาพร้อม AI อัจฉริยะและซอฟต์แวร์ชั้นนำได้อย่างล้ำสมัย

ระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie กับฟีเจอร์ทรงประสิทธิภาพที่สั่งงานด้วยระบบ AI มีการเรียนรู้                   การใช้งานและทำให้สมาร์ทโฟนของคุณฉลาด ว่องไว และปรับตัวต่อความต้องการของคุณได้อย่างรวดเร็ว เป็นสมาร์ทโฟนที่ยิ่งใช้ยิ่งดีขึ้นทุกวัน ด้วยฟีเจอร์ที่ยกระดับประสบการณ์การใช้งานมากมาย อาทิ Adaptive Battery ช่วยประหยัดการใช้งานแบตเตอรี่บนแอปพลิเคชันที่คุณใช้งานไม่บ่อยและ App Actions ที่คาดการณ์การใช้งานครั้งต่อไป

จากความร่วมมือกับโครงการ Android One ทำให้ผู้ใช้งานโนเกีย 3.2 และ โนเกีย 4.2 จะได้รับการอัปเกรดระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ขั้นต่ำ 2 เวอร์ชั่น และระบบความปลอดภัยรายเดือนทุกเดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งสมาร์ทโฟนโนเกียที่วางจำหน่ายในปี 2560 ได้รับการอัปเกรดให้เป็นระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie พร้อมการอัปเดตระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ถึงสองรุ่น

และ Google Play Protects ที่ช่วยสแกนกว่า 5 พันล้านแอปพลิเคชัน ป้องกันไม่ให้สมาร์ทโฟนของคุณประสบกับปัญหามัลแวร์ สามารถใช้งาน Google Photos จัดเก็บรูปภาพขนาดใหญ่ เพื่อรักษาคุณภาพและความคมชัด และไม่มีจำกัดพื้นที่ นอกใช้งาน Google Lens ระบบวิเคาะห์ภาพถ่าย สามารถค้นหาข้อมูลผ่านภาพถ่ายได้

มาพร้อมกับปุ่มเรียกใช้งาน Google Assistant ที่จะเปลี่ยนแปลงการใช้งานสมาร์ทโฟนของคุณไปตลอดการ เพียงกดปุ่ม Google Assistant หนึ่งครั้งเพื่อเข้าถึงระบบการช่วยเหลือจาก Google ในทันที กดสองครั้งเพื่อรับข้อมูลเรื่องราวที่คุณสนใจจากระบบการช่วยเหลือและอัจฉริยะที่เรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปตามการใช้งานจริงของผู้ใช้งาน หรือกดปุ่ม Google Assistant ค้างไว้ ถามคำถามในรูปแบบประโยคยาวแก่ Google ได้

การรับชมคลิปวีดีโอ โหมดเริ่มต้นจะแสดงภาพแบบไม่เต็มจอ มีขอบดำๆ ด้านข้างพอสำควร แต่เราสามารถเลือกให้แสดงแบบเต็มพื้นที่หน้าจอได้ โดยการใช้นิ้วซูมบริเวณหน้าจอ แต่ข้อเสียคือมีวีดีโอจะดูครอบไปบางส่วน

รองรับการ Cast ภาพจากมือถือไปยังหน้าจอที่รองรับการ Cast ได้ง่ายๆ

มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย Smart Lock ช่วยให้การปลดล็อคทำได้ง่ายขึ้น ประกอบไปด้วยการสแกนนิ้วมือ และสแกนใบหน้า รวมถึงจดจำการใช้งานต่างๆ ระบบสแกนใบหน้าทำได้ค่อนข้างดี แต่จะมีปัญหาพอสมควรหากสภาพแสงไม่เพียงพอ ส่วนระบบสแกนนิ้วมือก็สแกนได้ดี สแกนติดทุกครั้ง แต่ความเร็วยังเทียบกับรุ่นเรือธงไม่ได้

ทั้งคู่ให้หน่วยความจำภายในมา 16GB และแถม microSD มานอกกล่องอีก 16GB สำหรับการใช้งาน แน่นอนว่าในยุคปัจจุบันแล้ว ความจะระดับนี้ไม่พอใช้งานแน่นอน ฉะนั้นหากใครเป็นคนที่ต้องลงแอพเยอะๆ 2 รุ่นนี้คงไม่ตอบโจทย์ (แม้บางแอพจะย้ายไป microSD ได้)

การเปิดเว็บก็ทำได้ดี มีหน่วงๆ บางในกรณีที่เว็บมีกราฟฟิก มีภาพเคลื่อนไหวเยอะๆ แต่ถ้าดูข้อมูลทั่วไปก็ทำงานได้ดี แสดงผลได้ทุกต้อง การตัดคำภาษาไทยถูกต้องทุกคำ และโหลดหน้าเว็บได้เร็วเลยทีเดียว

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here