รีวิว Samsung Galaxy Z Fold3 5G สมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้เจเนอเรชันที่ 3

อย่างที่ทราบกันว่า Samsung ได้เปิดตัว Galaxy Z Fold3 5G | Flip3 5G เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมาเรียกเสียงฮือฮาจากเราผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลก โดยรุ่นนี้ถือเป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอพับเจนเนอเรชั่นที่ 3 ของ Samsung แล้ว ด้วยประสบการณ์ 3 ปีของ Samsung ที่ทำมือถือหน้าจอสัมผัสที่พับได้ทำให้รุ่นนี้มาพร้อมกับนวัตกรรมที่ล้ำสมัยเป็น Flash Ship ที่ได้รับการปรับปรุงจากรุ่นก่อนหน้ามาพอสมควร ทั้งในเรื่องของความแข็งแรงที่รุ่นก่อนน่าจะได้รับเสียงบ่นพอสมควรและดีไซน์ที่สวยงามขึ้นออกแบบมาอย่างปราณีตแน่นอนว่าในบทความนี้เราจะมา รีวิว Galaxy Z Fold3 5G ให้ชมกันครับ

สั่งซื้อ Galaxy Z Fold3 | Flip3 5G

โดย Galaxy Z Fold3 5G วางจำหน่ายในราคา 57,900 บาท (256GB) และ 61,900 บาท (512GB) มาในตัวเลือกทั้งหมด 3 สีสุดคลาสสิก ได้แก่ สีดำ Phantom Black, สีเขียว Phantom Green และ สีเงิน Phantom Silver

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ต่อยอดความสำเร็จจากการเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ถึงสองครั้งที่ผ่านมา คือการจับมือครั้งใหม่ระหว่าง Thom Browne แบรนด์แฟชั่นระดับโลกและซัมซุง

โดยทั้งสองแบรนด์ได้ร่วมรังสรรค์คอลเลคชันสุดพิเศษที่ผสมผสานที่สุดแห่งผลงานดีไซน์กับสุดยอดนวัตกรรมอันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว และได้เปิดจอง Galaxy Z Fold3 | Flip3 Thom Browne Edition คอลเลคชัน Thom Browne White สุดลิมิเต็ดจากซัมซุง ไปและสินค้าหมดภายระยะเวลา 2 ชั่วโมง

พาชม! รีวิว Galaxy Z Fold3 5G

Galaxy Z Fold3 5G ที่เราจะรีวิวให้ชมนั้นเป็นมาพร้อมกับ Qualcomm Snapdragon 888 5nm ที่ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีกับ 5G band พร้อมด้วยชิฟกราฟฟิก Adreno 660 ให้การเล่นเกมที่ลื่นไหล สมจริง แรม 12GB หน่วยความจำ UFS 3.1 256GB

สำรวจตัวเครื่อง

หน้าจอด้านนอก

Galaxy Z Fold3 5G หน้าจอด้านนอก Dynamic AMOLED 2X Display ขนาด 6.2 นิ้ว (เมื่อวัดตามพื้นที่เต็มของสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือ 6.1 นิ้ว เมื่อวัดจากมุมโค้งของจอ โดยพื้นที่จอแสดงผลอาจมีขนาดเล็กลงจากมุมโค้งของจอ ) ความละเอียด 832 x 2268 pixels อัตราส่วนการแสดงผล 25:9 ratio ความละเอียดต่อพิกเซล 387ppi

อัตราการรีเฟรชเรทที่ 120Hz adaptive refresh rate 1000 nits(HBM), 1500 nits (peak) และรองรับ Always on display

โดยตัวหน้าจอด้านนอกสามารถแสดงผลได้เหมือนตัวหน้าจอด้านในทุกประการที่สำคัญยังมีกล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล F2.2, Pixel size 1.22μm, FOV 80˚บนหน้าจอแสดงผลด้านนอกอีกด้วย แม้ตัวกล้องน่าจะไม่ได้ถูกซ่อนอยู่ใต้หน้าจอเหมือนหน้าจอหลัก แต่ก็มีจุดเด่นคือทำให้สามารถใส่กล้องที่มีความละเอียดสูงขึ้นได้

หากต้องการเซลฟี่ที่ได้ภาพที่คมชัดแนะนำให้ใช้กล้องหน้าบนหน้าจอด้านนอกแทนกล้องหน้าบนหน้าจอหลักเพราะความละเอียดจะเยอะกว่า

ตัวหน้าจอด้านนอกสามารถใช้งาน Application ทุกอย่างที่มีในเครื่องได้ปกติสามารถสั่งงานรวมทั้งหมดหน้าจอเป็นแนวตั้งแนวนอนได้อย่างอิสระ

ทาง Samsung ได้เคลมเอาไว้ว่า นี่คือกระจกที่แข็งแกร่งที่สุดใน Galaxy Z สามารถรับแรงกระแทกได้สบายๆ เนื่องจากตัวเครื่องทั้งด้านหน้าและหลังห่อหุ้มด้วย Corning® Gorilla® Glass Victus™ ซึ่งสามารถทนต่อการตกหล่นจากที่สูง 2 เมตรได้ และทนต่อการขีดข่วนได้มากกว่าถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับกระจกอะลูมิโนซิลิเกต

หน้าจอแสดงผล

ตัวหน้าจอแสดงผลหลัก Infinity Flex ขนาด 7.6 นิ้ว (Dynamic AMOLED 2X Display)  ความละเอียด QXGA+ (2208 x 1768), 374ppi, 900 nits (HBM), 1200 nits (peak)  และกล้องใต้จอ (Under display camera) พร้อมเทคโนโลยีการแสดงผลหน้าจอ Eco แบบใหม่ ที่ให้ความสว่างหน้าจอเพิ่มขึ้นถึง 29% แต่ใช้พลังงานลดลง

รวมถึงอัตรารีเฟรชหน้าจอที่ 120Hz เช่นเดียวกับจอด้านนอก มอบการแสดงผลที่ลื่นไหลไวต่อการตอบสนอง 

แจ้งเพื่อทราบ: หน้าจอวัดขนาดตามแนวทแยง หน้าจอหลักของ Galaxy Z Fold3 5G มีขนาด 7.6 นิ้ว เมื่อวัดตามพื้นที่เต็มของสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือ 7.4 นิ้ว เมื่อวัดจากมุมโค้งของจอ โดยพื้นที่จอแสดงผลอาจมีขนาดเล็กลงจากมุมโค้งของจอ

หน้าจอหลักทำจาก Samsung Ultra Thin Glass ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสมาร์ทโฟนจอพับได้ พร้อมฟิล์มกันรอยแบบยืดชนิดใหม่ (Stretchable PET) และการปรับชั้นแผงหน้าจอหลัก ซึ่งส่งผลให้หน้าจอมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 80%  

มาพร้อมกับนวัตกรรมบานพับ Hideaway Hinge’ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการพับไปอย่างสิ้นเชิงด้วยความสามารถในการกางออกและปรับองศาหน้าจอได้ตามต้องการเมื่อใช้งาน Flex mode พร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้วยผลการทดสอบความแข็งแกร่งต่อการพับ 200,000 ครั้ง จาก Bureau Veritas 

มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์คือ กล้องใต้จอ (Under display camera) จากในรุ่นก่อนหน้าที่กล้องหน้าจะรวมอยู่ในหน้าจอแสดงผลทำให้หลายคนรู้สึกอัตราเวลามองหน้าจอแต่ในรุ่นนี้อยากมองผิวเผินจะรู้สึกว่าไม่มีกล้องหน้าบนหน้าจอหลักแล้วแต่ในความเป็นจริงแล้วกล้องหน้าถูกซ่อนอยู่ใต้จอแสดงผลอีกทีเราจะมองเห็นตัวกล้องหน้าได้ในบางมุมหรือเมื่อเราเปิดกล้องหน้าในโหมดหน้าจอหลักเท่านั้น

จากภาพด้านบนจะเห็นว่าบนหน้าจอหลักตัวกล้องน่าจะกลมกลืนไปกับหน้าจอแสดงผลเลยแต่เมื่อเราเปิดกล้องหน้าเราจะเห็นโมดูลกล้องอย่างชัดเจนโดยตัวกล้องหน้ามาพร้อมกับความละเอียด 4 ล้านพิกเซลสาเหตุที่ให้มาแค่ 4 ล้าน F1.8, Pixel size: 2.0μm, FOV: 80˚ ก็เพราะว่าเนื่องจากในรุ่นนี้มาพร้อมกับกล้องพี่หลายตัวอยู่แล้ว

กล้องที่มีความละเอียดสูงๆ ก็มีทั้งกล้องหน้าที่อยู่ในหน้าจอด้านนอก และกล้องหลังที่เราสามารถพับหน้าจอออกมา แล้วให้หน้าจอแสดงผลกล้องหลังได้เราสามารถเซลฟี่โดยที่เห็นหน้าตัวเองจากกล้องหลังเหมือนเวลาถ่ายจากกล้องหน้าได้เลย 

และที่หลายคนรอคอยในที่สุดก็สามารถใช้งานร่วมกับ S Pen ได้แล้วแต่ถ้าว่าเป็น s pen ที่ถูกทำขึ้นมาพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ ไม่สามารถใช้ร่วมกับ S Pen ของ galaxy note ได้เนื่องจากตัวหน้าจอที่มีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน หากใช้ s pen หรือปากกาเขียนหน้าจอแบบทั่วไปอาจจะส่งผลทำให้ตัวหน้าจอพังได้ 

โดยจุดเด่นของ S Pen ที่ใช้สำหรับรุ่นนี้ตัวหัวปากกาจะออกแบบมาเพื่อป้องกันการกดหรือการเขียนที่แรงจนเกินไป เมื่อมีน้ำหนักการกดที่มากเกินไปหัวปากกาจะหายเข้าไปในแท่ง S Pen เพื่อช่วยป้องกันหน้าจอไม่ให้ชำรุดจะแรงกดที่มากเกินไป โดยมาพร้อมกับ 2 ตัวเลือก ได้แก่ S Pen Fold Edition และ S Pen Pro (ในชุดรีวิวไม่มีปากกามาให้เลยไม่ได้ถ่ายให้ดู)

ทาง Samsung ได้มีการปรับเส้นใยไฟเบอร์ของ Sweeper technology ที่ทำหน้าที่กันฝุ่นละอองและสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าไปที่บานพับให้มีขนาดสั้นลง

ตัวเครื่องมีขนาดดังนี้

  • โหมดพับ 67.1 x 158.2 x 14.4 – 16.0 มม. (ด้านบานพับ)
  • โหมดกาง 128.1 x 158.2 x 6.4 มม. 
  • น้ำหนัก 271 กรัม

รองรับ Capacitive Fingerprint sensor ที่ด้านข้าง ตัวเซ็นเซอร์จะอยู่บนปุ่ม Power 

ตัวลำโพงของตัวเครื่องจะอยู่ด้านล่างและด้านบนของหน้าจอด้านนอก เป็นลำโพงสเตอริโอ ระบบเสียงรอบทิศทางโดย Dolby Atmos (Dolby Digital, Dolby Digital Plus included.) รองรับ UHQ 32-bit &DSD64/128, PCM: Up to 32 bits, DSD: DSD64/128

จุดเด่นสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่จะไม่พูดถึงก็คงเป็นไปไม่ได้ก็คือในรุ่นนี้มาพร้อมกับมาตรฐานการทนน้ำระดับ IPX8 ถือเป็นครั้งแรกในสมาร์ทโฟนตระกูล Z Series ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติการทนน้ำ หมายถึงความสามารถทนน้ำลึก (น้ำสะอาด) ที่ระดับ 1.5 เมตร นานสูงสุด 30 นาที ไม่รองรับการกันฝุ่น สามารถโดนน้ำหรือทำน้ำหกใส่ได้ แต่ไม่แนะนำให้เอาลงไปใต้น้ำ 

และตัววัสดุเป็น Armor Aluminium ที่เป็นอลูมิเนียมที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่เคยนำมาใช้กับสมาร์ทโฟน นอกจากจะแข็งแรง น้ำหนักเบาแล้ว ยังมีความทนทานมากขึ้น 10% ด้วย 

แบตเตอรี่ 4,400mAh รองรับการชาร์จเร็วทั้งแบบมีสายและไร้สาย ชาร์จเร็ว 25W ชาร์จเร็วแบบไร้สาย 10W โดยรองรับ QC2.0 และ AFC สำหรับการชาร์จแบบมีสาย, และ WPC และ PMA สำหรับชาร์จแบบไร้สาย 

รองรับ PowerShare แบบไร้สาย (Wireless PowerShare) ชาร์จให้อุปกรณ์อื่นที่รองรับแบบไร้สาย 4.5W (PowerShare แบบไร้สาย รองรับเฉพาะสมาร์ทโฟนซัมซุงและแบรนด์ที่รองรับการชาร์จไร้สายแบบ WPC Qi เท่านั้น

กล้องหลัง 3 ตัว

  • 12MP Ultra Wide Camera: F2.2, Pixel size: 1.12μm, FOV: 123˚
  • 12MP Wide-angle Camera: Dual Pixel AF, OIS, F1.8, Pixel size: 1.8μm, FOV: 83˚
  • 12MP Telephoto Camera: PDAF, F2.4, OIS, Pixel size: 1.0μm, FOV: 45˚ 

อีกหนึ่งลูกเล่นที่ชอบมากๆคือเมื่อเรากลางหน้าจอเราสามารถใช้หน้าจอด้านนอกเป็นกระจกสำหรับถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้องหลังได้บลแอพถ่ายรูปจะมีฟังชั่นให้เรากดเปิดหน้าจอด้านนอกโดยเมื่อเปิดฟังชั่นนี้เราสามารถจับมือถือโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะไปแตะหน้าจอหลักจากนั้นเราสามารถมองทีจอด้านนอกแล้วกดถ่ายได้เลยสะดวกมากๆ

ซอฟร์แวร์และการใช้งาน

พร้อมกับ Android 11 ครอบทับด้วย One UI 3.1.1 การตอบสนองดีเยี่ยมที่สำคัญสลับแอปไปมาแล้วใช้งานได้ทันที ไม่ต้องรอนาน ตัวเมนูตั้งค่าของตัวเครื่องออกแบบเป็น Dual-Pane ช่วยให้ใช้งานง่ายมาก และมีธีมมืดให้ใช้งาน มาพร้อมกับ Samsung Knox แพลทฟอร์มมอนิเตอร์และป้องกันข้อมูลแบบเรียลไทม์ ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ได้ด้วย

ในแง่ความปลอดภัยรองรับการปลดล็อคแบบ แพทเทิร์น, PIN, password รูปแบบการล็อคแบบ Biometric ก็มี เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และ การจดจำใบหน้า

มี Secure Folder ที่เป็นโฟลเดอร์ที่ปลอดภัยบนอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลที่ต้องการการปกป้อง เช่น แอปพลิเคชัน รูปภาพ ภาพยนตร์ และไฟล์ส่วนตัว

อีกนึงฟีเจอร์ที่ชอบคือ Multi-Active Window ที่ทำให้เราสามารถลากไฟล์ข้ามแอปเพื่ออัพโหลดไฟล์ได้ทันที ยกตัวอย่างดึงไฟล์จากแฟ้มเก็บข้อมูลในเครื่อง อัพโหลดแนลไฟล์ไปยัง Gmail เพื่อส่งได้เลยโดยที่ไม่ต้อกดแชร์หรือเลือกไฟล์ให้ยุ่งยาก

ลากไฟล์ข้ามมาก็อัพโหลดทันที พิมพ์ชื่อคนรับและกดส่งได้เลย สะดวกมากๆ

หรืออีกตัวอย่างคือแอป Notes ลากไฟล์ข้ามมาใส่ในแอป แล้วแก้ไข หรือตกแต่งได้ทันที รวดเร็ว และสะดวกมากๆ

หน้าจอแสดงผลด้านนอก และหน้าจอแสดงผลด้านในทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราเปิดแอปที่จอด้านนอกจะเป็นการแสดงผลแบบนึง เหมือนสลับมาใช้หน้าจอหลักก็จะแสดงผลเต็มจออีกแบบ และเมื่อพับจอก็จะเป็น Flex mode ทันที ถือว่าทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภถาพมากๆ

ในแง่การเชื่อมต่อ รุ่นนี้รองรับ Wi-Fi 6E 802.11 a/b/g/n/ac/ax 2.4G+5GHz, HE80

ในแง่การเล่นเกมยอมรับว่าแม้สเกลหน้าจอจะแปลกสำหรับผล แต่ก็ชื่นชอบครับ เพราะความลื่นไๆหล และการตอบสนองที่ดี อีกทั้งภาพยังสวยคม เรื่องกราฟฟิก และเฟรมเรทหายห่วง จะเล่นแบบปกติ หรือพับหน้าจอขึ้นมาอีกนิดหน่อยก็ได้

ในแง่ความบันเทิง ดีเยี่ยม แม้ว่าในแอป Disney+ Hotstar จะสเกลภาพไม่เต็มจอ แต่ใน Netflix และ YouTube ทำได้ดีครบ ภาพสวยคมชัด ที่สำคัญเสียงดังกระหึ่มมีมิติมาก

รุ่นนี้เหมาะสำหรับสายอ่าน content มากๆ เพราะด้วยหน้าจอที่ใหญ่ ทำให้มีพื้นที่ในการแสดงผลมากขึ้น มุมมองสบายตามากขึ้น

Flex mode 

ฟีเจอร์นี้เป็นจุดขายของตระกูลสมาร์ทโฟนหน้าจอพับของ Samsung เลยแหละ โดยโหมดนี้จะทำงานเมื่อเราพับหน้าจอขึ้นมาตัวหน้าจอจะแบ่งการแสดงผลออกเป็น 2 หน้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว แอปที่รองรับจะเป็นแอปที่ออกแบบ Interface มาเพื่อการแสดงผลแบบนี้เท่านั้น แทบทั้งหมดเป็นแอปของ Samsung เอง 

ซัมซุงได้ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อพัฒนาประสบการณ์บนแอปพลิเคชันโปรดของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการประชุมออนไลน์ที่ผสานประสิทธิภาพของ Office และ Microsoft Teams พร้อมปรับรูปแบบได้ตาม Flex Mode โดยเฉพาะอีกด้วย

ประสิทธิภาพสูงสุดให้กับการทำงานบน Microsoft Outlook ด้วยอินเทอร์เฟซแบบ Dual-Pane ทำให้สามารถเช็คอีเมลและพรีวิวการแจ้งเตือนต่างๆ ที่แถบด้านข้างได้พร้อมกัน เช่นเดียวกับบนเดสก์ท็อป

Capture View

ถ้าใครเคยเจอปัญหาถ่ายรูปไปกดดูรีวิวรูปไปเพื่อเช็คว่ารูปที่ถ่ายไปก่อนหน้านั้นใช้ได้หรือเปล่าคุณน่าจะชอบฟีเจอร์นี้ Capture View เป็นฟีเจอร์ Flex mode อันนึง ที่ช่วยให้เราสามารถใช้งานกล้องถ่ายรูปพร้อมกับดูภาพ Preview ไปพร้อมกันโดยที่ไม่ต้องกดเข้าไปดูรูปในแอปแกลลอรี่

เพิ่มความสะดวกในการถ่ายรูปเป็นอย่างมาก เพียงแค่อยู่ในหน้า app ถ่ายรูปแล้วพับจอขึ้นมานิดนึงตัวแอปจะเปิดโหมด Capture View ทันที สามารถใช้งานได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง

หากใช้งานแนวตั้งตัวอย่างรูปจะแสดงฝั่งซ้ายมือ หากงานแนวนอนจะมี Interface บางส่วนของกล้องย้ายไปอยู่ในหน้าจอด้านล่างและแสดงภาพ Preview ฝั่งซ้ายมือซึ่งเราสามารถเลื่อนเพื่อดูรูปภาพที่ถ่ายไปได้เลยพร้อมกับกดถ่ายรูปที่หน้าจอด้านบน

Multi-Active Window

Multi Windowเป็นฟีเจอร์ที่คนใช้งานมือถือ Android โดยเฉพาะ Samsung น่าจะคุ้นเคยกันอยู่แล้วแต่พอเป็น Multi Window บนรุ่นนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะมันคือ Multi-Active Window สามารถใช้งานได้พร้อมกันทั้ง 3 แอปจริงๆ ไม่ใช่แค่เปิดดู แต่สั่งงานแต่ละหน้าต่างได้อย่างอิสระ และยังเปิดได้อีก 5 แอปพลิเคชั่น ผ่านป๊อปอัพ

สามารถบันทึกแอปพลิเคชั่น ที่ Edge Panel เพื่อกดเปิดพร้อมกันได้อย่างรวดเร็ว เพื่อดูคอนเทนต์ แชท และอื่นๆ อีกมากมาย และถ้ามีแอปที่ไม่รองรับ Multi-Active Window ทาง ซัมซุงได้เพิ่ม Labs มาให้ เพียงแค่เราเข้าไปเปิดใช้งานฟังก์ชั่นนี้ในเมนูตั้งค่าของเครื่อง ก็ทำให้ทุกแอปที่ไม่รองรับ Multi Window สามารถทำงาน Multi Window ได้แล้ว รวมถึงเกมต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน

จากที่ทดสอบกับเกม PUBG Mobile โดยใช้งาน Multi-Active Window ร่วมกับการดู YouTube ทำงานร่วมกันได้อย่างลื่นไหลแน่นอนว่าเสียงก็จะออกพร้อมกัน ไม่ใช่แค่เปิดแค่ 2 หน้าต่างแต่เปิดได้ถึง 3 หน้าต่าง และสามารถสลับตำแหน่งและ layout ได้อย่างลื่นไหลและอิสระและยังสามารถเลื่อนความสูงของหน้าต่างได้อีกด้วย

ที่สำคัญแม้เราจะหมุนหน้าจอ แต่ Multi-Active Window ก็จะหมุนตำแหน่งตามด้วย ไม่ต้องกังวลเรื่องการแสดงผลเลย

แม้การที่เราเปิด Labs เพื่อบังคับให้แอปที่ไม่รองรับ Multi Window สามารถใช้งาน Multi Window ได้แต่ก็ยังคงมีบางแอปที่แม้จะทำงานแบบ Multi Window แต่การแสดงผลของแอปไม่แสดงในสเกลของ Multi Window

ยกตัวอย่างแอป Disney+ Hotstar ซึ่งพอแสดงผลเป็น Multi-Active Window แล้วภาพบางส่วนถูกครอปหายไป เนื่องจากตัวแอปไม่ได้สเกลภาพตามขนาดของหน้าจอ

แต่สำหรับแอปสตรีมอีกเจ้าอย่าง Netflix สามารถแสดงผลได้อย่างดีงาม สามารถซูมและขยายสเกลภาพเหมือนกับ YouTube ได้ด้วย ทำให้สามารถดูซีรีย์ไปพร้อมกับทำกิจกรรมอย่างอื่นได้

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง

ถ่ายตอนกลางวัน ในห้องสว่าง และเปิดไฟ ปิดแฟลช
ถ่ายตอนกลางคืน 19:00 น. ในห้องเปิดไฟ และปิดแฟลช
ถ่ายตอนกลางคืน 19:00 น. ในห้องเปิดไฟ และเปิดแฟลช
ถ่ายตอนกลางคืน 19:00 น. ในห้องปิดไฟ มืดสนิทและเปิดแฟลช

ตอนกลางคืน

ตอนกลางวัน