Skip to content

AI เขียนเรียงความในห้องเรียน: การโกง หรือแค่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น?

AI-Written Essays: Cheating or Leveraging Technology?

ช่วงนี้ประเด็นเรื่อง AI เขียนเรียงความ ในห้องเรียนนี่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันหนักมากเลยนะครับ หลายคนอาจจะมองว่ามันคือการโกงชัดๆ แต่จริง ๆ แล้วมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ผมเองในฐานะคนที่เป็นนักวิชาการและคร่ำหวอดในวงการมานาน ก็เคยมีมุมมองที่ค่อนข้างอคติกับ AI มาตลอด คิดว่ามันจะทำให้คนโง่ลง ทำให้คนไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ เหมือนกับที่เราเคยดูหนัง Skynet อะไรพวกนั้นแหละครับ แต่พอได้ลองใช้และเจอประสบการณ์ตรงเข้ากับตัว มุมมองผมก็เริ่มเปลี่ยนไป

จากคนแอนตี้ AI สู่การยอมรับว่า “มันเก่งกว่าที่คิด”

จุดเปลี่ยนของผมเริ่มขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งที่รู้ว่าผมไม่ชอบ “แค่ Google” เพื่อหาคำตอบ ถามว่าเคยใช้ AI ไหม ปกติผมก็ไม่นะ คิดว่าถ้าเรื่องไหนน่าคิดก็ควรจะคิดเองอย่างจริงจัง ไม่ใช่พึ่ง AI แต่เพื่อนก็คะยั้นคะยอให้ลอง ผมเลยถามคำถามที่คิดว่า AI น่าจะตอบยากอย่าง “การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งใช่ไหม” ซึ่งคำถามนี้จริงๆ แล้วมันซับซ้อนนะ เพราะคำว่า “สาเหตุ” นี่เป็นคำที่มีน้ำหนักมาก ถ้าจะตอบให้ถูกจริงๆ มันต้องอธิบายละเอียดว่า “สัมพันธ์อย่างรุนแรง” ไม่ใช่ “เป็นสาเหตุโดยตรง” ซึ่งผมคิดว่า AI คงตอบไม่ละเอียดขนาดนั้น

แต่สิ่งที่เพื่อนส่งกลับมาทำให้ผมอึ้งเลยครับ คำตอบนั้นสมบูรณ์แบบมาก อธิบายได้เหมือนที่ผมจะอธิบายเองเป๊ะๆ ใช้คำที่ถูกต้องและให้รายละเอียดเชิงลึกครบถ้วน ถ้าเป็นเรียงความผมคงให้เกรด A ไปแล้ว มันทำให้ผมเห็นเลยว่า ถ้าใช้ AI เป็น มันสามารถทำงานได้ดีกว่าที่เราคิดเยอะ

ทำไมนักเรียนถึงโดนจับได้ว่าใช้ AI เขียนเรียงความ?

จริง ๆ แล้วสถาบันการศึกษาหรืออาจารย์หลายท่านมีนโยบายห้ามใช้ AI และส่วนใหญ่ก็จับได้ง่ายมากครับ ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ไม่ใช่เพราะอาจารย์เก่งกาจอะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะนักเรียนส่วนใหญ่พึ่งพา AI มากเกินไปและไม่ได้ตรวจสอบแก้ไขผลลัพธ์ที่ได้เลย

  • AI ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป: บางครั้ง AI ก็ให้ข้อมูลผิดพลาด หรือตอบขัดแย้งกันเอง ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราตั้งคำถาม
  • อ้างอิงไม่แม่นยำ: AI ยังไม่เก่งเรื่องการอ้างอิงแหล่งที่มาที่ถูกต้อง
  • ขาดการปรับแก้: นักเรียนมักจะล้มเหลวในการปรับเปลี่ยนสำนวน ภาษา หรือจัดรูปแบบให้เป็นของตัวเอง รวมไปถึงการอ้างอิงแหล่งที่มา หรือการลบร่องรอยอื่นๆ ที่บ่งบอกว่าใช้ AI

ถ้าพวกเขามีความรอบคอบและขยันตรวจสอบแก้ไขข้อมูลจาก AI มากกว่านี้ ก็อาจจะหลอกอาจารย์ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะโดนจับได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งแอปพลิเคชันตรวจจับอะไรเลย

เมื่อใช้ AI อย่างถูกต้อง: มันคือการเรียนรู้ ไม่ใช่การโกง

แล้วถ้าสมมติว่านักเรียนเขาแก้ไข ปรับเปลี่ยนสำนวน ตรวจทานหลายครั้ง และขัดเกลาให้งานออกมาสมบูรณ์ตามที่โจทย์กำหนดล่ะ? สำหรับผมนะ ถ้าพวกเขาทำถึงขั้นนั้น มันก็เท่ากับว่าพวกเขากำลัง “เรียนรู้” อะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่เหรอ?

เมื่อ 40 ปีก่อน การหาบทความวิชาการต้องไปที่ห้องสมุด หรือยืมข้ามห้องสมุด แต่สมัยผมเรียนปริญญาเอก เราก็ใช้เน็ต กดไม่กี่คลิกก็ได้บทความมาแล้ว เราอ่าน คัดลอกการอ้างอิงมาใส่ เขียนสรุปด้วยภาษาของเราเอง แล้วนำไปต่อยอด นี่ก็คล้ายๆ กันไหม? AI แค่ทำให้มันง่ายขึ้น แต่นักเรียนก็ยังต้องคิด ต้องวิเคราะห์อยู่ดี

ถ้าคุณสามารถใช้ AI เขียนเรียงความได้ดีจนผมจับไม่ได้ นั่นก็หมายความว่าคุณได้ใช้มันในลักษณะที่ทำให้คุณได้เรียนรู้ และสะท้อนถึงความเข้าใจของคุณ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแย่ ตราบใดที่ไม่มีการลอกเลียนแบบ อ้างอิงแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง และนักเรียนได้เรียนรู้จริงๆ

AI เขียนเรียงความ: เครื่องมือที่ต้องใช้ให้เป็น ไม่ใช่แค่ห้าม!

ผมมองว่าการใช้ AI เขียนเรียงความ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ และถ้าจะถามว่าเป็นการโกงไหม ถ้าใช้ให้ถูกวิธี คือเรายังเป็นคนตัดสินใจ เลือกข้อมูล ไม่ได้ให้ AI มาตัดสินใจแทนทั้งหมด มันก็ไม่ควรเรียกว่าการโกงหรอกครับ แต่มันคือการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในโลกของการทำงานอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนที่ไม่สามารถใช้ AI ได้ดีอาจจะตกยุคไปเลยก็ได้

ดังนั้น แทนที่จะออกกฎห้ามอย่างเดียว ผมว่าอาจารย์และสถาบันการศึกษาควรจะหันมาสอนนักเรียนให้รู้จักวิธีใช้ AI อย่างถูกต้องและมีจริยธรรมมากกว่า เพราะนักเรียนเขาก็คงจะใช้กันอยู่แล้ว สู้สอนให้เขาใช้เป็นและได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจะดีกว่าไหม? ถึงแม้ว่าส่วนตัวผมก็ยังคงหักคะแนนนนักเรียนที่จับได้ว่าใช้ AI แบบไม่ถูกต้องอยู่ดีนะ แต่โดยรวมแล้วผมเชื่อว่า AI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากที่เราสามารถนำมาใช้ช่วยในการตัดสินใจของเราได้ ตราบใดที่เราไม่ได้โยนความรับผิดชอบในการตัดสินใจทั้งหมดไปให้มัน ซึ่งก็คือจนกว่าหุ่นยนต์อาร์นี่จะมาบุกโลกนั่นแหละครับ

ที่มา: psychologytoday.com