อัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้
- ViewSonic LX720-4KC Ultra: โปรเจคเตอร์ที่คอเกมและสายโฮมเธียเตอร์ต้องจับตา ราคาเปิดตัว 6,999 หยวน (20 พฤษภาคม 2569)
- BenQ เปิดตัว Mobiuz EX321UZ จอเกมมิ่ง QD-OLED 4K 240Hz มาพร้อม AI ปรับสีเกมสุดอัจฉริยะ (19 พฤษภาคม 2569)
- Samsung เปิดตัวทีวี Micro RGB ปี 2026 คมชัดด้วย AI เริ่มต้น 55 นิ้ว (18 เม.ย. 2569)
บทความนี้เผยแพร่เมื่อ 14 มี.ค. 2569 ข้อมูลบางส่วนอาจเปลี่ยนไปแล้ว
วงการสตรีมมิ่งยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด Amazon Prime Video ก็ได้ประกาศปรับโครงสร้างแพ็กเกจการรับชมครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรับชมคอนเทนต์คุณภาพสูงระดับ 4K/UHD ซึ่งจากเดิมที่เคยรวมอยู่ในแพ็กเกจมาตรฐาน ตอนนี้จะถูกจำกัดให้เฉพาะแพ็กเกจใหม่ที่มีราคาสูงขึ้นเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนเป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นการยกระดับบริการพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
โครงสร้างใหม่ของ Amazon Prime Video และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
เดิมทีผู้ใช้งาน Amazon Prime ซึ่งมีค่าบริการอยู่ที่ 14.99 ดอลลาร์ต่อเดือน จะได้รับสิทธิ์เข้าถึง Prime Video แบบมีโฆษณาฟรี และสามารถเลือกจ่ายเพิ่ม 2.99 ดอลลาร์ต่อเดือนเพื่อรับชมแบบไร้โฆษณาได้
แต่ภายใต้โครงสร้างใหม่ที่จะมาถึงนี้ แพ็กเกจแบบไร้โฆษณาจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Prime Video Ultra และจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 4.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (นอกเหนือจากค่าสมาชิก Prime ปกติ) ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายรวมสำหรับ Prime Video Ultra จะเพิ่มขึ้นเป็น 19.98 ดอลลาร์ต่อเดือน โดย Amazon ให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับบริการสตรีมมิ่งเจ้าอื่น ๆ และเป็นผลจากการลงทุนจำนวนมากในการส่งมอบประสบการณ์ไร้โฆษณาพร้อมฟีเจอร์พรีเมียม
เปรียบเทียบฟีเจอร์: Prime Video Standard vs. Prime Video Ultra
การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องราคา แต่ยังรวมถึงการจัดสรรฟีเจอร์ที่แตกต่างกันในแต่ละแพ็กเกจ ผู้ใช้งานควรพิจารณาฟีเจอร์ที่ต้องการ เพื่อตัดสินใจว่าแพ็กเกจใดเหมาะสมกับการใช้งานที่สุด
- ราคา: Prime Video Standard จะรวมอยู่ในค่าสมาชิก Prime ปกติ (แบบมีโฆษณา) ส่วน Prime Video Ultra ต้องจ่ายเพิ่ม 4.99 ดอลลาร์ต่อเดือนจากค่าสมาชิก Prime
- โฆษณา: Prime Video Standard จะมีการแสดงโฆษณา ในขณะที่ Prime Video Ultra จะไม่มีโฆษณา
- ความละเอียดสูงสุด: Prime Video Standard จะรองรับสูงสุดที่ HD (1080p) เท่านั้น แต่ Prime Video Ultra จะสามารถรับชมได้ถึง 4K/UHD
- ระบบเสียง: Prime Video Standard จะได้ระบบเสียงแบบ Standard Surround แต่ Prime Video Ultra จะมาพร้อมกับระบบเสียง Dolby Atmos ที่สมจริงยิ่งขึ้น
- การรับชมพร้อมกัน: Prime Video Standard เพิ่มเป็น 4 สตรีมพร้อมกัน (จากเดิม 3 สตรีม) ขณะที่ Prime Video Ultra เพิ่มเป็น 5 สตรีมพร้อมกัน (จากเดิม 3 สตรีม)
- การดาวน์โหลดออฟไลน์: Prime Video Standard เพิ่มเป็น 50 รายการ (จากเดิม 25 รายการ) ส่วน Prime Video Ultra เพิ่มเป็น 100 รายการ (จากเดิม 25 รายการ)
แม้ว่าแพ็กเกจมาตรฐานจะเสียความสามารถในการรับชม 4K ไป แต่ก็มีการอัปเกรดบางอย่างเพื่อชดเชย เช่น การรองรับ Dolby Vision สำหรับวิดีโอ HDR (หากทีวีรองรับ) รวมถึงการเพิ่มจำนวนสตรีมพร้อมกันและการดาวน์โหลดออฟไลน์ให้มากขึ้น
สรุปแล้วการปรับครั้งนี้คุ้มค่าสำหรับใคร?
การปรับโครงสร้างของ Amazon Prime Video ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของบริการสตรีมมิ่งที่เริ่มแยกแพ็กเกจตามคุณภาพของภาพและเสียงอย่างชัดเจน สำหรับผู้ใช้งานที่เคยรับชม 4K ผ่านแพ็กเกจมาตรฐานฟรี อาจรู้สึกว่าต้องจ่ายเพิ่มอย่างไม่เต็มใจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้ที่ต้องการประสบการณ์การรับชมไร้โฆษณา พร้อมภาพ 4K/UHD และเสียง Dolby Atmos รวมถึงจำนวนการสตรีมและดาวน์โหลดที่มากขึ้น แพ็กเกจ Prime Video Ultra ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ควรพิจารณาความถี่ในการใช้งานและอุปกรณ์ที่รองรับ เพื่อประเมินว่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะคุ้มค่ากับความต้องการส่วนบุคคลหรือไม่ เพราะในตลาดสตรีมมิ่งที่มีการแข่งขันสูง การตัดสินใจของผู้บริโภคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง.
ที่มา: androidpolice.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- แอป EQSweep ช่วยจูนเสียงหูฟังบน Android ให้ตรงใจผ่านการไล่คลื่นความถี่
- หลุดสเปกกล้อง Galaxy A38 คาดใช้ชุดเดิมความละเอียด 50 ล้านพิกเซล
- YouTube Music เพิ่มป้ายกำกับเพลงที่สร้างด้วย AI ใต้ชื่อเพลงแล้ว
- Poco X8s ผ่านการรับรอง กสทช. ในไทยแล้ว ลุ้นเปิดตัวเร็วๆ นี้
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]