Skip to content

วิกฤตสุขภาพจิตเด็ก: ทำไมการโทร 911/เข้า ER อาจเป็นอันตราย และทางเลือกที่พ่อแม่ควรรู้

What Parents Need to Know About Mental Health Crisis Care

ในสถานการณ์ที่ลูกหลานของเราเผชิญกับ วิกฤตสุขภาพจิตเด็ก การตัดสินใจที่รวดเร็วเพื่อขอความช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญ แต่คำแนะนำมาตรฐานที่ให้โทร 911 หรือตรงไปยังห้องฉุกเฉิน (ER) อาจไม่ได้ปลอดภัยสำหรับทุกคนเสมอไป โดยเฉพาะสำหรับเด็กผิวสี เด็กพิการ หรือเด็กที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท บทความนี้จะเจาะลึกถึงความเสี่ยงที่แฝงอยู่ภายใต้ระบบการดูแลสุขภาพจิตในปัจจุบัน พร้อมนำเสนอทางเลือกและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบด้านและปกป้องลูกหลานของตนให้ปลอดภัยที่สุด

ความจริงที่น่าตกใจ: ความเสี่ยงเมื่อขอความช่วยเหลือมาตรฐาน

หลายครั้งที่การโทร 911 เพื่อขอความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้นำไปสู่โศกนาฏกรรม กรณีของ Ryan Gainer วัย 15 ปี ที่เป็นเด็กออทิสติกและผิวสี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตที่สนามหลังบ้านของตัวเองเมื่อเดือนมีนาคม 2024 หลังจากครอบครัวโทรขอความช่วยเหลือ คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะเทือนใจ เขาถูกกล่าวหาว่าเข้าหาเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือทำสวนเพียงไม่กี่นาทีก่อนจะเสียชีวิต

ข้อมูลชี้ว่าประมาณ 1 ใน 5 ของการยิงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต และเด็กผิวสีมีโอกาสถูกยิงเสียชีวิตโดยตำรวจมากกว่าเด็กผิวขาวถึง 6 เท่า ความเสี่ยงนี้ยิ่งสูงขึ้นสำหรับเด็กพิการ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นออทิสติก, มีความหลากหลายทางระบบประสาท หรือกำลังเผชิญวิกฤตทางจิตเวช

อันตรายที่รออยู่ในห้องฉุกเฉิน

ความเสี่ยงไม่ได้จบลงเมื่อเด็กไปถึงห้องฉุกเฉิน จากประสบการณ์ของจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพบว่า:

  • การพันธนาการและการแยกเดี่ยว: เด็กผิวสีมักถูกนำส่งโดยหน่วยแพทย์ฉุกเฉินในสภาพที่ถูกพันธนาการมากกว่า และมีแนวโน้มถูกแยกเดี่ยวหรือจำกัดการเคลื่อนไหวในห้องฉุกเฉินมากกว่าเด็กผิวขาว แม้การกระทำเหล่านี้ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่กลับถูกใช้เพื่อความสะดวกบ่อยครั้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง
  • ผลกระทบต่อเด็กออทิสติก: สำหรับเด็กออทิสติกหรือเด็กที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท สภาพแวดล้อมที่วุ่นวายและมีสิ่งกระตุ้นทางประสาทสัมผัสมากเกินไปในห้องฉุกเฉิน อาจยิ่งทำให้วิกฤตของพวกเขารุนแรงขึ้น แทนที่จะช่วยให้สงบลง
  • 988 ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป: แม้สายด่วน 988 (ในสหรัฐฯ) จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกที่ดีกว่า 911 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเข้ามาเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เช่น กรณีของ Yong Yang ที่ทีมวิกฤตใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีก็เรียกตำรวจ และเขาถูกยิงเสียชีวิตภายใน 10 วินาทีหลังตำรวจมาถึง

ทางเลือกใหม่และคำถามที่พ่อแม่ควรถามแพทย์

จิตแพทย์บางท่านไม่ได้แนะนำให้โทร 911 หรือไป ER เป็นค่าเริ่มต้น แต่จะเน้นการดูแลเด็กที่บ้าน โดยได้รับการสนับสนุนทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญ และหากจำเป็นต้องไป ER จริงๆ ผู้ปกครองควรมีจดหมายจากแพทย์ที่ระบุข้อแนะนำอย่างชัดเจนว่าให้หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และให้การดูแลที่คำนึงถึงผลกระทบทางจิตใจ (trauma-informed care)

สิ่งที่พ่อแม่ควรพิจารณาและเตรียมตัว

เมื่อเริ่มต้นการดูแลสุขภาพจิตของลูก จิตแพทย์แนะนำให้สอบถามผู้ให้บริการทางการแพทย์ด้วยคำถามเหล่านี้:

  • แผนสำหรับกรณีฉุกเฉิน: คุณจะแนะนำให้ทำอย่างไรเมื่อลูกเกิดวิกฤตทางจิตเวช?
  • การประเมินความเสี่ยง: คุณพิจารณาอย่างไรว่าประโยชน์ของการโทร 911/ไป ER มีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงหรือบาดแผลทางใจ?
  • ความเสี่ยงของการถูกควบคุม: ลูกของฉันมีความเสี่ยงแค่ไหนที่จะถูกพันธนาการหรือถูกฉีดโดยไม่สมัครใจในห้องฉุกเฉิน?
  • การวางแผนล่วงหน้า: เราสามารถสร้างแผนรับมือวิกฤตร่วมกันได้เลยหรือไม่ ก่อนที่จะเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ?

นอกจากนี้ หากมีความเป็นไปได้ที่ตำรวจอาจเข้ามาในบ้านระหว่างเกิดวิกฤต ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้เก็บเครื่องมือทำสวน มีดทำครัว กรรไกร หรือของใช้ในบ้านอื่นๆ ที่อาจถูกมองว่าเป็นอาวุธให้พ้นสายตา เพราะหลายคนในภาวะวิกฤตอาจถือสิ่งของไม่ใช่เพื่อทำร้ายใคร แต่เป็นเพราะความหวาดกลัว ซึ่งตำรวจอาจมองว่าเป็นภัยคุกคาม และผลลัพธ์อาจถึงแก่ชีวิตได้

เมื่อการดูแลสุขภาพจิตของลูกคือสิ่งสำคัญ: การป้องกันและการเลือกผู้เชี่ยวชาญ

การทำความเข้าใจความเสี่ยงของการโทร 911 และการไปห้องฉุกเฉินล่วงหน้า รวมถึงการมองหาผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินความเสี่ยงเหล่านี้อย่างรอบคอบ จะช่วยให้ครอบครัวสามารถปกป้องตนเองได้ การเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตที่ปลดปล่อยและให้การสนับสนุนจากผู้ให้บริการที่เข้าใจและต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นได้ตั้งแต่แรก ไม่มีครอบครัวใดควรต้องเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจิตเพียงลำพัง และไม่มีเด็กคนใดควรต้องเสียชีวิตเพราะครอบครัวพยายามขอความช่วยเหลือ

การตัดสินใจที่ซับซ้อนในวันที่ลูกต้องการเราที่สุด

ในฐานะพ่อแม่ การเผชิญหน้ากับวิกฤตสุขภาพจิตของลูกเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยความกดดัน ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเส้นทาง “มาตรฐาน” ที่เราเคยเชื่อ อาจมีอันตรายที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่มีลูกหลานอยู่ในกลุ่มเปราะบาง เราในฐานะผู้เขียนมองว่าการเตรียมตัวด้วยความรู้และแผนรับมือล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การตั้งคำถามที่เหมาะสมกับผู้เชี่ยวชาญและพิจารณาทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ 911 หรือ ER ทันที จะช่วยให้เราสามารถให้การดูแลที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดแก่ลูกรัก และยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพจิตที่ยังคงต้องได้รับการแก้ไขต่อไป.

ที่มา: psychologytoday.com