หลายคนอาจเคยสงสัยว่าทำไมบางคนถึงติดอยู่ในวงจรของ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ หรือ Toxic Relationship ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ดีต่อใจเลย จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันลึกซึ้งกว่าที่คิดเยอะครับ เพราะบางทีเบื้องหลังอาจมาจากบาดแผลทางใจในวัยเด็ก ที่ทำให้เรามองข้าม “สัญญาณอันตราย” ในความสัมพันธ์ปัจจุบันไปอย่างไม่รู้ตัว นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ซับซ้อนและน่าตกใจ
เมื่อความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติในวัยเด็ก
จริง ๆ แล้ว ถ้าใครโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ความรุนแรง การละเลย หรือความไม่มั่นคงทางอารมณ์อยู่บ่อย ๆ เนี่ย พฤติกรรมที่ไม่ดีในความสัมพันธ์อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ “อันตราย” ในสายตาเราตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำไปครับ เหมือนกับกรณีของ Roberta ผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว ที่แม้จะหนีออกมาแล้วแต่ก็ยังคงโทษตัวเองและหาเหตุผลเข้าข้างอดีตคู่ครองอยู่บ่อยครั้ง เธอเห็น Red Flag ตั้งแต่แรกนะ แต่ก็เลือกที่จะมองข้ามไป
ทำไมถึงเป็นแบบนั้นน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าพฤติกรรมเหล่านั้นมัน “คุ้นเคย” สำหรับเธอไงครับ เมื่อความสัมพันธ์แรก ๆ ในชีวิตของเรามันเต็มไปด้วยการถูกละเลยทางอารมณ์ การปฏิเสธ การถูกทำร้าย หรือ Gaslighting สิ่งเหล่านี้มันเลยกลายเป็นเหมือน “ความคุ้นชิน” จนบางทีมันกลับรู้สึกเหมือน “ความรัก” ไปได้ซะอย่างนั้น ซึ่งมันอันตรายมาก ๆ เลยนะ
วิธีที่เรามักจะหาข้ออ้างให้กับพฤติกรรมที่ไม่ดี
จริง ๆ แล้วมันเป็นกลไกป้องกันตัวอย่างหนึ่งครับ เราจะหาวิธีปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด โดยการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ให้รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องผิดปกติ ลองมาดูกันว่าเรามักจะหาข้ออ้างแบบไหนกันบ้าง:
- ใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Intellectualizing): คือการพยายามหาเหตุผลอธิบายพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้นด้วยตรรกะ แทนที่จะเข้าใจว่ามันคือพฤติกรรมที่เป็นอันตรายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น “เขาก็แค่อารมณ์ไม่ดี” หรือ “เขากำลังเจอเรื่องแย่ๆ อยู่”
- ทำตัวไม่รู้สึก (Being desensitized): คือการลดทอนปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อการถูกทำร้ายหรือความรุนแรง สิ่งนี้มักจะเห็นได้บ่อยในคนที่โตมาในบ้านที่มีความรุนแรง แล้วมักจะพูดว่า “มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก” หรือ “คนอื่นเจอหนักกว่าเราอีก”
- ปฏิเสธ (Denying): คือการสร้างวิธีปฏิเสธความจริงของการถูกทำร้าย เช่น “มันไม่ได้เป็นแบบนั้น ฉันจำผิดไปเอง” การปฏิเสธนี้มีหลายสาเหตุ แต่ส่วนใหญ่ก็เพื่อรักษาสภาพจิตใจของเราไว้ โดยเฉพาะถ้าการยอมรับความจริงมันจะทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก
ทำไมเราถึงติดอยู่ในวงจรความสัมพันธ์ที่เป็นพิษซ้ำๆ?
ด้วยเหตุผลที่ว่ามานี่แหละครับ มันเลยเป็นสาเหตุว่าทำไมหลาย ๆ คนที่เคยเจอความรุนแรงในวัยเด็กถึงมีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงในความสัมพันธ์อีกครั้งในชีวิตคู่ หรือแม้แต่กลายเป็นผู้กระทำเองในภายหลัง บาดแผลทางใจในวัยเด็กมันหล่อหลอมทุกอย่างเลยครับ ตั้งแต่วิธีที่เราจัดการอารมณ์ ไปจนถึงสิ่งที่เราคาดหวังจากความรัก
นี่คือเหตุผลที่หลายคนมักจะทนกับการถูกปฏิบัติไม่ดี ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาอยากจะทนหรอกครับ แต่เป็นเพราะว่าพวกเขาอาจจะ:
- มองไม่เห็นว่ามันคือการถูกทำร้าย
- ไม่เชื่อว่าตัวเองสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้
ลองนึกภาพดูนะครับ เด็กที่เห็นความรุนแรงทางกายบ่อย ๆ อาจจะโตมาแล้วเชื่อว่าการใช้ความก้าวร้าวคือวิธีปกติในการแก้ไขปัญหา หรือเด็กที่ถูกละเลยทางอารมณ์หรือถูกโทษว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาของคนอื่น ก็อาจจะเรียนรู้ที่จะโทษตัวเองเมื่อถูกปฏิบัติไม่ดี
คนที่มาจากครอบครัวที่บกพร่องมักจะลำบากใจในการทำความเข้าใจว่าความสัมพันธ์ที่ดีมันเป็นยังไง เมื่อความบกพร่อง โดยเฉพาะการถูกทำร้าย มันเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน มันเลยยากมากที่จะแยกแยะระหว่างสิ่งที่ปลอดภัยกับสิ่งที่อันตราย ทำให้หลายคนต้องวนเวียนอยู่ในวงจรของความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงหรือเป็นพิษซ้ำๆ รู้สึกเหมือนได้คบกับคนเดิมๆ ที่ไม่ดีต่อใจอยู่ตลอดเวลา วงจรเหล่านี้มักจะซ้ำรอยความบกพร่องที่พวกเขาเคยเห็นหรือเคยเจอมาในวัยเด็ก ไม่ใช่เพราะพวกเขาเลือกหรอกนะ แต่เป็นเพราะรูปแบบเหล่านั้นมัน “คุ้นเคย” แม้ว่ามันจะเจ็บปวดก็ตาม
ถอดบทเรียนจากบาดแผลในใจสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับเรื่องราวเหล่านี้มาเยอะ เรามองว่าการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหา ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยครับ การที่เราเคยเจออะไรมาในวัยเด็ก มันส่งผลต่อการมองโลก การตัดสินใจ และการเลือกความสัมพันธ์ในชีวิตผู้ใหญ่จริงๆ สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในวังวนแบบนี้ การได้ลองกลับไปสำรวจตัวเอง ตั้งคำถามกับสิ่งที่รู้สึกว่า “คุ้นเคย” และเปิดใจรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาหรือนักบำบัด ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมมากครับ อย่าปล่อยให้บาดแผลในอดีตมาบงการความสุขในปัจจุบันและอนาคตของเราเลยนะ เราทุกคนสมควรได้รับความรักที่ดีและปลอดภัยเสมอครับ
ที่มา: psychologytoday.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สัญญาณไฟรถยนต์ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง และปลอดภัย
- โดนเตารีดนาบ ต้องทำอย่างไร? ปฐมพยาบาลให้ถูกวิธี ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
- แจกฟรี 12 เทมเพลตการ์ดแต่งงาน ลายดอกไม้-ใบไม้ แก้ไขเองได้ เลือกโทนสีได้ตามธีมงาน
- รวม 10 ฟอนต์ภาษาไทยสวย ๆ มีให้เลือกหลายสไตล์ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]