หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ใช่ไหมครับ? บางทีเราก็คุยกับใครบางคนได้แบบผิวเผิน จบแล้วก็รู้สึกเหมือนไม่ได้อะไรเลย แต่บางครั้งกลับเจอคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย! นี่มันสุดยอดไปเลย เป็นบทสนทนาที่ลึกซึ้งและน่าประทับใจมากจริง ๆ แล้วการมี ทักษะการสนทนา ที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์อย่างเดียว แต่เป็นทักษะที่ฝึกฝนกันได้ครับ
อย่างเพื่อนคนหนึ่งของผมที่เป็นสายเทคฯ เขาเล่าให้ฟังว่าเพิ่งเจอคนแปลกหน้าในงานสังคมใหญ่ ๆ แล้วคุยกันได้แบบลึกซึ้งที่สุดในรอบหลายปี ทั้งที่ปกติบทสนทนาของเขาจะออกแนวผิวเผินแทบทั้งนั้น พอถามไปว่าคุยเรื่องอะไร เพื่อนก็บอกว่าคุยเรื่องศาสนา แม้จะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน แต่กลับคุยกันได้อย่างจริงใจ เคารพซึ่งกันและกัน และไม่ทำให้รู้สึกขัดแย้งเลย เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากเลยนะ
ผมเองก็คิดนะว่าในยุคที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ติดมือถือกันมาก ๆ เนี่ย เขาจะเรียนรู้การคุยแบบลึกซึ้งได้อย่างไร ทั้งที่มันเป็นทักษะจำเป็นมากสำหรับการสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ดี ๆ ในระยะยาวเลยนะครับ เพราะการสนทนาที่ดีก็เหมือนการเต้นรำที่สวยงามนั่นแหละครับ คือต้องมีทั้งจังหวะ ความเคารพ และการแลกเปลี่ยนกันอย่างเข้าใจกัน
ก้าวแรกสู่บทสนทนาที่มีคุณภาพ: เริ่มต้นอย่างไรดี?
จริง ๆ แล้วการสนทนาที่ดีไม่ใช่การสัมภาษณ์ การบรรยาย หรือการพูดคนเดียวหรอกครับ แต่มันคือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันต่างหาก! แล้วเราจะเรียนรู้การสนทนาให้เก่งขึ้นได้อย่างไร? คำตอบง่าย ๆ เลยคือ ‘ต้องฝึกฝนเยอะ ๆ’ ครับ เราต้องตั้งใจฟังและสังเกตภาษากายของอีกฝ่ายด้วย ดูว่าเขามีส่วนร่วมแค่ไหน แล้วเราควรจะแทรกเรื่องราวหรือมุมมองของเราตอนไหน นี่แหละคือหัวใจของ ทักษะการสนทนา
เมื่อก่อนตอนเดทครั้งแรกสมัยอายุ 16 ผมจำได้ว่ามันน่าอึดอัดมาก มีช่วงเงียบไปนาน ๆ เพราะเราสองคนก็ไม่ค่อยสบายใจที่จะคุยกัน สุดท้ายผมก็หันไปอ่านป้ายข้างทางแทนเลยครับ “โอ๊ย นั่นถนน State!” แล้วอีกไม่กี่นาทีก็ “นั่น Woolworth’s อยู่ตรงข้าม” ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร สุดท้ายก็เงียบเหมือนเดิม
แต่โชคดีที่เวลาผ่านไป ทักษะการสนทนา ของผมก็ดีขึ้นเองครับ สิ่งที่ผมเรียนรู้คือการรักษาสมดุลระหว่างการถามเรื่องราวของอีกฝ่ายกับการให้ความเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเอง และถ้าเราสนใจอีกฝ่าย เราควรเริ่มบทสนทนาด้วยการพูดถึงเรื่องที่เรามีร่วมกัน แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างอากาศก็เถอะครับ
- เริ่มจากเรื่องทั่วไป: การเริ่มต้นด้วยประโยคสั้นๆ อย่าง “วันนี้อากาศหนาวจัง!” อาจทำให้อีกฝ่ายตอบกลับว่า “ใช่เลย! สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของฉันเกือบแข็งแล้ว”
- สานต่อด้วยความเห็นอกเห็นใจ: จากนั้นเราอาจตอบกลับไปว่า “ฟังดูเหมือนน้องหมาของคุณเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์นะ แม้แต่วันหนาว ๆ” (การตอบที่แสดงความเข้าใจ) แล้วตามด้วย “คุณเลี้ยงหมาพันธุ์อะไรเหรอครับ/คะ?” (คำถามที่แสดงความสนใจและช่วยให้บทสนทนาไหลลื่น)
- สังเกตสิ่งรอบตัว: หรือถ้าเห็นกระเป๋าเดินทางของอีกฝ่ายก็อาจจะเริ่มด้วย “ดูเหมือนคุณกำลังจะไปเที่ยวเหรอครับ/คะ?” ซึ่งอาจนำไปสู่การพูดคุยเรื่องวันหยุดพักผ่อนได้ง่าย ๆ
- ชมเชยอย่างจริงใจ: การชมเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าของอีกฝ่ายก็อาจนำไปสู่การพูดคุยเรื่องแฟชั่นหรือวัฒนธรรมได้เช่นกัน
- ใช้ประสบการณ์ร่วมกัน: ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ที่ประชุม ในห้องเรียน หรือแม้แต่ตอนยืนรอคิว การพูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เรามีร่วมกัน เช่น “อาจารย์คนนี้ประวัติน่าสนใจมากเลยนะ” หรือ “Target นี่คนเยอะตลอดเลย” ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของบทสนทนาครับ
- ใช้คำถามปลายเปิด: หลังจากคำพูดเปิดบทสนทนาแล้ว การตอบสนองอย่างเห็นอกเห็นใจ คำถามปลายเปิด (ที่ตอบได้มากกว่าแค่ใช่/ไม่ใช่) หรือเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง มักจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการทำให้บทสนทนาดำเนินต่อไปได้ครับ
- สังเกตความสนใจ: หากอีกฝ่ายดูไม่สนใจ (อาจจะกำลังมีปัญหาส่วนตัวอยู่) คำถามปลายเปิดก็อาจช่วยดึงดูดความสนใจได้ แต่ถ้าไม่ได้ผล การจบบทสนทนาอย่างสุภาพด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า “ผม/ดิฉันคงต้องไปแล้ว” ก็เป็นสิ่งที่เราควรทำครับ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในบทสนทนาที่ควรหลีกเลี่ยง
แม้บทสนทนาจะเริ่มต้นได้ดี แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะราบรื่นไปตลอดนะครับ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้บทสนทนาไม่น่าประทับใจก็คือ การที่คนใดคนหนึ่งพูดมากเกินไป เข้าเรื่องส่วนตัวเร็วเกินไป หรือไม่สนใจว่าอีกฝ่ายไม่สนใจแล้ว
- พูดมากเกินไป: การสนทนาแบบฝ่ายเดียว โดยให้รายละเอียดมากเกินไป อาจทำให้ผู้ฟังเบื่อได้ครับ และการไม่หยุดพักให้อีกฝ่ายได้พูดบ้างก็ถือว่าไม่สุภาพเอามาก ๆ เลยนะ
- ไม่สนใจคู่สนทนา: บ่อยครั้งที่คนฟังที่เงียบ ๆ มักจะรู้สึกไม่พอใจที่อีกฝ่ายเอาพื้นที่ความสนใจไปหมด แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป สุดท้ายคนเงียบ ๆ ก็มักจะหาข้ออ้างในการจบบทสนทนาและขอตัวไป
- เข้าเรื่องส่วนตัวเร็วเกินไป: การเข้าเรื่องส่วนตัวเร็วเกินไปในบทสนทนาอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกอึดอัดได้ เพราะเขายังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะประเมินสถานการณ์หรือความรู้สึกกังวล โดดเดี่ยว หรือปัญหาครอบครัวที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญอยู่ได้
- สำหรับคนขี้อาย: คนขี้อายหรือคนที่ถูกยับยั้ง มักจะนึกเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องมาช่วยเสริมบทสนทนาได้ยาก พวกเขาอาจจะเก่งในการตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจหรือการตั้งคำถาม แต่ไม่ค่อยสบายใจที่จะแบ่งปันความคิดเห็นของตัวเอง และเมื่อทำแล้วก็มักจะให้รายละเอียดน้อยเกินไปจนไม่น่าสนใจ
- ตอบสั้นเกินไป: การตอบคำถามส่วนใหญ่ด้วยคำว่า “สบายดี” หรือ “น่าสนใจ” ทำให้คนอื่นยากที่จะสานต่อบทสนทนาให้ลึกซึ้งได้ สำหรับคนขี้อายที่จะรู้สึกสบายใจขึ้นในการแบ่งปันข้อมูลส่วนตัว พวกเขาควรเริ่มต้นด้วยการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อที่ไม่ละเอียดอ่อนมากนักก่อน เช่น ภาพยนตร์ พอดแคสต์ ร้านอาหาร กีฬา รายการทีวี หรืองาน ก่อนที่จะก้าวไปสู่เรื่องส่วนตัวมากขึ้นครับ
ทักษะการสนทนา: ทำไมมันถึงสำคัญกับชีวิตเรา?
จริง ๆ แล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าการสนทนา โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือเปล่า? เพราะโลกใบนี้มันดูคุกคาม เราเลยมักจะขังตัวเองไว้ในวงสังคมเล็ก ๆ ที่มีแต่คนคล้าย ๆ เรา ทั้งรูปลักษณ์ พื้นเพ และค่านิยม ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะเจอความท้าทายที่มาพร้อมกับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
แม้ว่าการคุยกับคนรู้จัก เพื่อนร่วมงาน หรือสมาชิกชมรมคนอื่น ๆ อย่างเป็นกันเองมากขึ้นอาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธ ความเป็นศัตรู หรือการถูกชักชวนที่ไม่พึงประสงค์บ้างในบางครั้ง แต่โดยรวมแล้วการสนทนากับผู้อื่นสามารถเติมเต็มชีวิตเราได้อย่างมากเลยนะครับ มันให้ข้อมูลเกี่ยวกับละแวกบ้าน ที่ทำงาน และกิจกรรมในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มากมาย และยังช่วยให้เราเข้าใจผู้คนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย
การสนทนาช่วยลดความเหงา เสริมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของเรา และขยายมุมมองของเราให้กว้างขึ้นด้วยการเปิดรับคนอื่นที่แตกต่างจากเรา พูดง่าย ๆ ก็คือ ทักษะการสนทนา เป็นทักษะที่ควรพัฒนา และเป็นยาแก้ความหดหู่ ความโดดเดี่ยว และความแตกแยกในสังคมได้ดีทีเดียวครับ
สรุปแล้วทักษะนี้สำคัญกับเราแค่ไหน?
จากมุมมองของบรรณาธิการ ผมมองว่า ทักษะการสนทนา ไม่ใช่แค่เรื่องของการพูดคุยทั่วไป แต่มันคือแก่นสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่คนแปลกหน้า การที่เราสามารถสื่อสารได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความผูกพัน และเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นได้มาก ๆ สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองยังขาดทักษะส่วนนี้ไป ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะนี่คือสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ตลอดชีวิต และผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่าแน่นอนครับ
ที่มา: psychologytoday.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สัญญาณไฟรถยนต์ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง และปลอดภัย
- โดนเตารีดนาบ ต้องทำอย่างไร? ปฐมพยาบาลให้ถูกวิธี ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
- แจกฟรี 12 เทมเพลตการ์ดแต่งงาน ลายดอกไม้-ใบไม้ แก้ไขเองได้ เลือกโทนสีได้ตามธีมงาน
- รวม 10 ฟอนต์ภาษาไทยสวย ๆ มีให้เลือกหลายสไตล์ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]