Skip to content

จริงหรือที่พ่อแม่กำลังเลี้ยงลูก ‘ผิดวิธี’? งานวิจัยเผย การแทรกแซงพัฒนาการเด็กแบบตะวันตก อาจทำร้ายวัฒนธรรม

Early Childhood Interventions Impose Western Norms and Values

ช่วงหลัง ๆ เราคงได้เห็นโครงการหรือแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็กผุดขึ้นมาเยอะมากทั่วโลกเลยนะครับ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะใคร ๆ ก็อยากให้ลูกหลานมีพัฒนาการที่สมวัยและเต็มศักยภาพ แต่จริง ๆ แล้ว มีนักจิตวิทยาและนักวิจัยจำนวนไม่น้อยเลยที่เริ่มตั้งคำถามว่า การที่องค์กรต่าง ๆ พยายาม ‘แทรกแซง’ หรือ ‘สอน’ วิธีการเลี้ยงลูกให้พ่อแม่ในหลาย ๆ วัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆ หรือเปล่า เพราะการทำแบบนั้นอาจเป็นการเอาบรรทัดฐานแบบตะวันตกไปตัดสินและบีบบังคับวัฒนธรรมอื่นโดยไม่รู้ตัว จนอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ เรื่องของ พัฒนาการเด็กข้ามวัฒนธรรม นี้เลยกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ

วัฒนธรรมการเลี้ยงดูที่ไม่เหมือนกัน: มองผ่านสายตาเด็กๆ ชนเผ่า Bara

ลองนึกภาพตามนะครับ ที่มาดากัสการ์ตอนใต้ มีนักวิจัยชื่อ Gabriel Scheidecker ไปเฝ้าสังเกตวิถีชีวิตของเด็กๆ ชนเผ่า Bara แล้วเขาก็ประหลาดใจมากกับรูปแบบการเล่นของเด็กๆ กลุ่มนี้ อย่างเช่นเด็กอายุ 3-4 ขวบเนี่ย สามารถจำลองพิธีกรรม ‘Bilo’ ซึ่งเป็นพิธีบำบัดทางจิตสังคมที่สำคัญของชุมชนออกมาเล่นกันได้เลยนะ มีทั้งคนรับบทเป็นหมอผี คนถูกเข้าสิงค์ และคนร้องรำทำเพลงตามจังหวะที่ใช้ในพิธีเป๊ะๆ เลย

สิ่งที่น่าสนใจคือ เด็กๆ ชนเผ่า Bara มีสังคมการเล่นที่ ‘รวย’ มากในหมู่เด็กด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ลูกพี่ลูกน้อง ที่โตมาด้วยกันและจะมีชีวิตผูกพันกันไปตลอด ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ไปจนถึงการทำไร่ทำนา

หลายคนอาจจะคิดว่า พ่อแม่ไม่เล่นกับลูกแล้วเด็กจะเติบโตได้ยังไง? แต่สำหรับชนเผ่า Bara หรืออีกหลายๆ ที่ทั่วโลก จริงๆ แล้วถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเลยนะครับที่พ่อแม่จะเล่นเกมหรือคุยกับลูกยาวๆ แบบคนตะวันตกทำกัน

ผู้ใหญ่ในชุมชนจะคอยดูแลเอาใจใส่ ให้ความรัก ให้อาหาร พาไปหาหมอเวลาป่วย และปกป้องจากอันตรายทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่ได้มองว่าตัวเองเป็น ‘แหล่งความบันเทิง’ ให้ลูกเลยนะ เพราะหน้าที่หลักคือการทำงานหนักเพื่อดูแลครอบครัวและผู้สูงอายุในชุมชน แถมการเล่นกับเด็กมากเกินไป ก็อาจจะไปทำลายลำดับชั้นทางอายุที่สำคัญด้วย

ลำดับชั้นทางอายุ (Age Hierarchies) นี่แหละครับ เป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และอารมณ์ของหลายสังคมในแอฟริกาและอีกหลายๆ ทวีป มันช่วยสร้างความผูกพันให้คนหนุ่มสาวมีส่วนร่วมกับชุมชน และดูแลผู้สูงอายุเมื่อแก่ตัวไป ซึ่งจำเป็นมากในสังคมที่ไม่มีระบบบำนาญแบบรัฐบาลรองรับเลย ถือเป็นระบบที่ปรับตัวมาให้เข้ากับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของพวกเขาอย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ

เมื่อ ‘การแทรกแซงพัฒนาการเด็ก’ แบบตะวันตกกำลังทำอะไรอยู่?

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ปัจจุบันนี้ทั่วโลก โครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิมเหล่านี้กำลังถูกรบกวนโดยโครงการช่วยเหลือด้าน พัฒนาการเด็ก (Early Childhood Development: ECD) จากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในยุโรปและอเมริกาเหนือครับ

โครงการเหล่านี้มักจะสอนพ่อแม่ว่า “วิธีการดูแลลูกของคุณยังไม่เพียงพอ หรืออาจจะเป็นอันตรายด้วยซ้ำ” และบอกว่าสมองของเด็กจะพัฒนาได้ดี พ่อแม่ต้องเล่นกับลูกเยอะๆ และต้องมีของเล่นเสริมพัฒนาการ

จริงๆ แล้ว มีหลายจุดที่โครงการ ECD เหล่านี้มีปัญหาอยู่พอสมควรเลยครับ

  • อคติทางวิทยาศาสตร์: การศึกษาที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่มาจากเด็กในวัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้น มุมมองจากส่วนอื่นๆ ของโลกถูกเมินเฉยไป หรือถ้าจะตีพิมพ์ก็ยากกว่ามาก
  • สร้างข้อกล่าวหาด้านการขาดแคลน: มักจะสร้างภาพว่าประชากรในซีกโลกใต้ “ด้อยพัฒนา” และโทษครอบครัวที่ขาดโอกาส โดยไม่สนใจแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเลย
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: งานวิจัยและโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิองค์กรธุรกิจ อย่างเช่น Lego Foundation ซึ่งอาจมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
  • เมินเฉยภูมิปัญญาท้องถิ่น: ละเลยความรู้ ความเชื่อ และลำดับความสำคัญของพ่อแม่ในท้องถิ่นที่มีต่อการพัฒนาการของลูก รวมถึงกลยุทธ์การขัดเกลาทางสังคมที่ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมนั้นๆ และยังไม่สนใจว่าเด็กในหลายๆ บริบท โดยเฉพาะในชนบท มักจะเล่นและสำรวจโลกจริงรอบตัว ใช้สิ่งของจากธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นของเล่น
  • การบีบบังคับ: บางครั้งโครงการเหล่านี้ดำเนินการในสถานการณ์ที่บีบบังคับ เช่น ในเอธิโอเปีย เคยมีการเข้าถึงชุมชนผู้เลี้ยงสัตว์ Borana ที่ลี้ภัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นช่วงภัยแล้ง พ่อแม่หลายคนกลัวว่าหากปฏิเสธเข้าร่วม อาจจะถูกตัดสิทธิ์เรื่องอาหาร

การเข้าไป ‘จัดการ’ กับการเลี้ยงลูกของคนกลุ่มอื่นๆ แบบนี้ มันหวนให้เรานึกถึงความไม่เป็นธรรมในอดีตหลายๆ อย่างเลยนะครับ

บทเรียนในอดีตกับมุมมองที่เราควรมีต่อพัฒนาการเด็กในวันนี้

จริง ๆ แล้ว เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับที่เกิดขึ้น มันชวนให้นึกถึงกรณีของบริษัท Nestlé ที่เคยพยายามขยายตลาดนมผงในแอฟริกา โดยการส่งพนักงานที่แต่งชุดเหมือนพยาบาลไปแจกตัวอย่างฟรี จนกระทั่งน้ำนมแม่แห้งไป แล้วก็ต้องไปซื้อนมผงในราคาแพงที่อาจจะจ่ายไม่ไหว หรือการจัดตั้ง “โรงเรียนกินนอนสำหรับชาวอินเดียนแดง” (Indian boarding schools) ในอเมริกา ที่พยายามรื้อถอนวัฒนธรรมพื้นเมือง

ตอนนั้นพวกเขาก็อ้างเหตุผลคล้ายๆ กับโครงการ ECD ในปัจจุบันนี่แหละครับ โดยอ้างว่ากำลังปกป้องหรือเพิ่มโอกาสให้เด็กที่เปราะบาง แต่พอมองย้อนกลับไป เราก็หวังว่าพวกเขาจะพยายามทำความเข้าใจแนวปฏิบัติในท้องถิ่นและทบทวนแนวคิดที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง (ethnocentrism) ของตัวเองให้มากขึ้น

นักจิตวิทยาสมัยใหม่เองก็พยายามแก้ไขความผิดพลาดในอดีตนะ อย่างสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ก็เคยออกมาขอโทษชนพื้นเมืองและกลุ่มคนผิวสีเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่การที่นักจิตวิทยาพัฒนาการยังคงศึกษาแต่เด็กตะวันตก แล้วก็เหมาเอาว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นเป็นสากล ก็ถือว่ายังเข้าไปมีส่วนร่วมกับ ‘ลัทธิล่าอาณานิคมทางจิตวิทยา’ รูปแบบใหม่โดยไม่รู้ตัวอยู่ดี

เราในฐานะคนที่สนใจเรื่องนี้ (และจริงๆ ก็ทุกคนแหละ) ควรคิดให้รอบคอบและเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่นให้มากก่อนที่จะเข้าไปแทรกแซงอะไร การวิจัยที่เคารพความรู้และมุมมองของพ่อแม่และครอบครัวทั่วโลก และเข้าหาแนวปฏิบัติในท้องถิ่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น คือสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับการพัฒนาการเด็ก และจะช่วยให้นักจิตวิทยาและนักการศึกษาพัฒนารูปแบบการสนับสนุนที่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง และต่อยอดจุดแข็งของครอบครัวและชุมชนได้

ที่มา: psychologytoday.com