Skip to content

พลังแห่งความเห็นอกเห็นใจ: สร้างสังคมที่ยอมรับความแตกต่างและเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง

We All Belong: A Perspective on People on the Outskirts

ในสังคมที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยความหลากหลาย การทำความเข้าใจและยอมรับผู้คนที่มีภูมิหลังหรือประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในภาวะชายขอบ หรือผู้ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตและปัญหาคนไร้บ้าน บทความนี้จะพาเราไปสำรวจความสำคัญของ ความเห็นอกเห็นใจ ผ่านมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์ตรง เจนนิเฟอร์ เกอร์แลค (Jennifer Gerlach LCSW) ซึ่งพบว่าการตัดสินผู้อื่นนั้นใช้พลังงานน้อยกว่าการทำความเข้าใจ แต่การมอบความเห็นอกเห็นใจต่างหากที่ต้องใช้ความกล้าหาญและพลังงานทางปัญญาที่มากกว่าอย่างมาก ดังที่งานวิจัยของ Scheffer และคณะ (2022) ได้ชี้ให้เห็น

ประสบการณ์จริงบนเส้นทางแห่งความโดดเดี่ยว

เจนนิเฟอร์ เกอร์แลค เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวตั้งแต่อายุ 13 ปี เมื่อเธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช เธอรู้สึกสับสนและโดดเดี่ยวอยู่เสมอ เหมือนเป็นคนนอกที่ไม่มีใครเข้าใจ ความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ติดตัวเธอมาตลอดชีวิต แม้แต่ในโรงพยาบาลที่ควรจะเป็นที่พึ่ง เธอกลับยิ่งรู้สึกถูกแบ่งแยก ด้วยประตูที่ล็อกแน่นและข้อจำกัดต่างๆ ทำให้สถานพยาบาลเหล่านี้กลับยิ่งตอกย้ำว่าเธอกับคนไข้คนอื่นๆ ‘แตกต่าง’ จากคนทั่วไปอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นเอง เธอได้พบกับ ‘การสนับสนุนโดยเพื่อนผู้มีประสบการณ์’ (Peer Support) และขบวนการฟื้นฟูสภาพทางจิตใจ (Recovery Movement) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอได้เชื่อมโยงกับผู้คนมากมายที่ผ่านความเจ็บปวดจากปัญหาสุขภาพจิต ประสบการณ์ไร้บ้าน และความทุกข์ยากต่างๆ ผู้คนเหล่านี้มีความสามารถในการเชื่อมโยงและเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง เพราะพวกเขาเองก็เคยผ่านจุดต่ำสุดของชีวิตมาแล้ว

‘ความเมตตาที่อยากรู้’ กุญแจสู่การเปลี่ยนแปลง

แนวคิดสำคัญที่ เจนนิเฟอร์ ได้เรียนรู้คือ ‘ความเมตตาที่อยากรู้’ (Curious Kindness) ซึ่งหมายถึงการเปิดใจและเต็มใจที่จะทำความเข้าใจว่า หากพฤติกรรมของใครบางคนดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับเรา นั่นไม่ได้แปลว่ามันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เพียงแต่เรายังไม่ได้ค้นพบเหตุผลนั้นต่างหาก เธอได้พบกับ AJ French ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ตรงด้านสุขภาพจิตและภาวะไร้บ้านเช่นกัน AJ สอนเธอเกี่ยวกับการวางแผนฟื้นฟูสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness and Recovery Action Planning – WRAP) และแสดงให้เห็นถึงความหวังอันเจิดจ้า ปัจจุบัน AJ French เป็นผู้อำนวยการบริหารขององค์กร Gift of Voice ซึ่งยังคงเป็นต้นแบบของ ‘ความเมตตาที่อยากรู้’

มุมมองใหม่ต่อผู้คนชายขอบ: เราทุกคนมีคุณค่า

AJ French ให้ข้อคิดที่สำคัญว่า ประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบาก แม้ไม่ปรารถนาให้เกิด แต่กลับทำให้เธอเข้าใจผู้คนในมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เธอเน้นย้ำว่า:

  • ทุกคนมีสิ่งที่สามารถมอบให้และได้รับ: การช่วยเหลือไม่ใช่แค่การให้ปัจจัยภายนอก แต่คือการนั่งลง พูดคุย และแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะเพื่อนมนุษย์
  • พ้นจากกรอบความคิดเหมารวม: สังคมมักจะจำกัดผู้คนให้อยู่ในกรอบ เช่น ‘ผู้ป่วยทางจิต’ หรือ ‘คนไร้บ้าน’ ซึ่งทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังป้ายเหล่านั้น
  • ภาษาที่มีมนุษยธรรม: AJ สนับสนุนการใช้ ‘ภาษาที่เน้นบุคคลเป็นหลัก’ (Person-first language) เช่น ‘บุคคลที่มีภาวะทางสุขภาพจิต’ แทน ‘คนบ้า’ หรือ ‘บุคคลที่กำลังประสบปัญหาไร้บ้าน’ แทน ‘คนไร้บ้าน’ เพราะแม้การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก็สามารถเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าใจและปฏิบัติต่อผู้อื่นได้
  • คำถามที่ถูกต้อง: ผู้คนมักจะเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยมะเร็งมากกว่าคนไร้บ้าน เพราะเชื่อว่าไม่มีใครเลือกเป็นมะเร็ง แต่คนอาจ ‘เลือก’ ที่จะไร้บ้าน ทว่า AJ ชี้ว่าการไร้บ้านมักจะเกี่ยวข้องกับการขาดการสนับสนุนทางการเงินและครอบครัว รวมถึงการเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจและความสูญเสียมากกว่าการเป็นทางเลือก เราควรตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเขา” ไม่ใช่ “เขาเป็นอะไร”

ความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือพลังที่ยิ่งใหญ่

หลายคนอาจมองว่าความเมตตาเป็นความอ่อนแอ แต่การวิจัยทางจิตวิทยาชี้ตรงกันข้าม การมี ความเห็นอกเห็นใจ นั้นต้องใช้ทรัพยากรทางปัญญามากกว่าการตัดสิน การยอมรับความทุกข์ของผู้อื่นอาจเป็นเรื่องที่เหน็ดเหนื่อย แต่ก็คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง ‘ความเมตตาที่อยากรู้’ และความเห็นอกเห็นใจไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อคนรอบข้าง แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองด้วย เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักผู้คนในแบบที่ไม่เคยมีโอกาสมาก่อน และเปิดรับมุมมองที่กว้างขวางกว่าที่ตาเราจะมองเห็น

สรุปแล้ว ความเห็นอกเห็นใจสำคัญกับเราอย่างไร?

จากเรื่องราวของเจนนิเฟอร์และ AJ French ทำให้เราตระหนักว่า ความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อผู้อื่น แต่เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต และสร้างสังคมที่แข็งแกร่งและเข้าใจกันมากขึ้นได้ การมองข้ามการตัดสินไปสู่การตั้งคำถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้นที่นี่?’ และ ‘ฉันจะช่วยได้อย่างไร?’ คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยาและการสร้างความเชื่อมโยงที่แท้จริง สำหรับผู้อ่านทุกคน การเปิดใจรับฟังและเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น จะช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจของเรา และทำให้เราเห็นว่าทุกคนต่างเปราะบาง มีศักยภาพ และมีสิทธิ์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้.

ที่มา: psychologytoday.com