Skip to content

ครอบครัวกับปัญหาสุขภาพจิต: ถึงเวลาแล้วที่ระบบการดูแลจะต้องโอบรับทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิด

In a Mental Health Crisis, Families Need Help, Too

จริง ๆ แล้วเวลาพูดถึงเรื่องสุขภาพจิต หลายคนมักจะนึกถึงตัวผู้ป่วยเป็นหลัก ซึ่งก็ถูกนะ แต่ลืมไปหรือเปล่าว่าคนใกล้ชิดอย่าง “ครอบครัวกับปัญหาสุขภาพจิต” ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันเลยนะ เรื่องนี้มันชัดเจนมากหลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Jennifer Gerlach LCSW กับ Shaelyn Koops ผู้เขียนหนังสือ “Hey, Buddy: A Memoir of a Mother and Son” ที่ตีแผ่เรื่องราวของลูกชายเธอ “แดเนียล” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพจิตในปัจจุบันยังขาดอะไรไปอีกเยอะ โดยเฉพาะการที่ระบบมักจะละเลยบทบาทและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัว

เรื่องราวของ “แดเนียล” กับความเจ็บปวดที่ถูกมองข้าม

เรื่องราวของแดเนียล ลูกชายของ Shaelyn Koops เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากเลยนะ แดเนียลเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 18 ปีจากแผลในกระเพาะอาหารทะลุ ซึ่งเกิดจากร่างกายอ่อนแอลงหลังจากการจำกัดอาหารอย่างรุนแรงในช่วงที่เขากำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจิต ทั้งภาวะวิกฤตทางอัตถิภาวะ (existential crisis), โรคซึมเศร้า และความวิตกกังวล จริง ๆ แล้วก่อนหน้านั้นแดเนียลเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์มาก มีบทบาทสำคัญในโรงเรียน รักธรรมชาติ ปรัชญา และหลงใหลใน The Lord of the Rings แต่พอเริ่มมีอาการทางจิตพฤติกรรมก็เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้เขาต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่แม่ของแดเนียลพยายามจะสื่อผ่านหนังสือเล่มนี้คือ “เราต้องการจะประมวลผลความรู้สึก” และที่สำคัญกว่านั้นคือ “อยากกอบกู้ชื่อเสียงของแดเนียล” เพราะมีความเข้าใจผิดและความไม่รู้เกี่ยวกับลูกชายเธอเยอะมาก เธอบอกว่า “คนที่รู้จักเขากลับลืมไปว่าเขาเป็นใคร และปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นแค่ตัวเลข ส่วนคนที่ไม่รู้จักก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นมนุษย์ตั้งแต่แรกแล้ว” เรื่องราวของแดเนียลสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องเผชิญในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ได้ชัดเจนมากเลย

ทำไมระบบดูแลสุขภาพจิตแบบเดิมๆ ถึงยังไม่ตอบโจทย์ “ครอบครัวกับปัญหาสุขภาพจิต”

หลายคนอาจคิดว่าระบบดูแลสุขภาพจิตทั่วโลก โดยเฉพาะในแบบตะวันตกเนี่ย ก็ดูแลผู้ป่วยดีแล้วสิ แต่จริง ๆ แล้วโมเดลส่วนใหญ่เขากลับมุ่งเน้นไปที่ “ตัวผู้ป่วย” เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้ “ครอบครัว” ที่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ป่วยมักจะถูกลืมไปเลย ทั้ง ๆ ที่ตอนที่วัยรุ่นกำลังต่อสู้กับปัญหา พ่อแม่หรือผู้ดูแลก็กำลังต่อสู้ไปพร้อมกันด้วยนะ

คุณ Koops ย้ำชัดเจนว่า “ลูกชายเราต้องการความช่วยเหลือ แต่พวกเรา (ครอบครัว) ก็ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน” เพราะในยามที่คน ๆ หนึ่งกำลังจมดิ่งลงในห้วงลึกของปัญหาสุขภาพจิต สังคมมักจะผลักไสพวกเขาออกไป แถมตัวระบบสุขภาพจิตเองก็อาจทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวยิ่งห่างเหินกันไปอีก เช่น การจำกัดเวลาเยี่ยมในโรงพยาบาล หรือการรักษาที่เน้นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในใจผู้ป่วย โดยไม่สนใจบริบทชีวิตทั้งหมด นี่แหละคือจุดที่ต้องแก้ไข

3 แนวทางที่นักวิชาชีพด้านสุขภาพจิตจะช่วย “โอบรับ” ครอบครัวได้มากขึ้น

จากการพูดคุยกับคุณ Koops ทำให้เราเห็นว่ามีหลายวิธีที่นักวิชาชีพด้านสุขภาพจิตจะช่วยสนับสนุนครอบครัวได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ต้องมองเห็น “ครอบครัวกับปัญหาสุขภาพจิต” เป็นภาพเดียวกัน โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญนี้:

  • ทำให้เป็นเรื่องปกติ (Normalization): ประสบการณ์ด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคจิต หรือวิกฤตทางอัตถิภาวะ คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ทุกคน การทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ และพยายามทำความเข้าใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง ที่สำคัญคือต้องสนับสนุนให้ครอบครัวมีประสบการณ์เชิงบวกที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการรักษาเลยด้วย
  • ละทิ้งการตัดสิน (Let Go of Judgment): ระบบสุขภาพจิตของเรามีประวัติศาสตร์อันเลวร้ายที่มักจะ “โทษพ่อแม่” และในวัฒนธรรมทั่วไปก็มักจะโทษบุคคลที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตราวกับว่าพวกเขาเป็นคนเลือกที่จะเป็นเอง นักวิชาชีพต้องปฏิเสธการตัดสินเหล่านี้อย่างชัดเจน ด้วยการย้ำเตือนทั้งตัวบุคคลและครอบครัวว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา” และให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตแก่ผู้อื่นเมื่อมีโอกาส
  • ให้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรม (Give Practical Information): คุณ Koops บอกว่าอยากได้ “วิธีที่เป็นรูปธรรม” ที่ครอบครัวจะสามารถอยู่เคียงข้างและพยายามทำความเข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็นผ่านทรัพยากรสนับสนุนครอบครัว การพูดคุย หรือการให้ความรู้ด้านจิตวิทยา (psychoeducation) นักวิชาชีพควรถามผู้ป่วยในการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวว่า “คนที่คุณรักจะแสดงออกเพื่อคุณได้อย่างไรในตอนนี้?”

มุมมองจากเรา: ครอบครัวกับปัญหาสุขภาพจิต การดูแลที่ต้องเปลี่ยนไป

เรามองว่าเรื่องราวของแดเนียลและมุมมองจากคุณ Shaelyn Koops เป็นเหมือนเสียงเรียกร้องให้สังคมและระบบการดูแลสุขภาพจิตต้องหันมาทบทวนตัวเองอย่างจริงจังเสียที จริง ๆ แล้วการดูแลผู้ป่วย ไม่ได้หมายถึงแค่การรักษาอาการทางจิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการโอบรับและสนับสนุน “ครอบครัวกับปัญหาสุขภาพจิต” ด้วย เพราะพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยา และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือไม่แพ้กัน หวังว่าในอนาคต เราจะเห็นสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินตัวเองใหม่ว่าเวลาที่ใครสักคนกำลังเจ็บปวด เรากำลัง “เรียกพวกเขาเข้ามา” หรือ “ผลักไสพวกเขาออกไป” มากกว่ากัน

ที่มา: psychologytoday.com