Skip to content

ถอดรหัส Barbershop Quartet: มิตรภาพลูกผู้ชายไม่ได้สร้างจากคำพูด แต่มาจากความเปราะบางและกิจกรรมร่วมกัน

What Every Man Could Learn from a Barbershop Quartet

จริง ๆ แล้วหลายคนอาจจะคิดว่า มิตรภาพลูกผู้ชาย มันซับซ้อน หรือบางทีก็แค่ไปดื่ม ไปเล่นกีฬาด้วยกันก็พอแล้วใช่ไหม? แต่บทความนี้มันเปิดมุมมองใหม่ ๆ ได้น่าสนใจเลยครับ คือมันมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวง Barbershop Quartet ซึ่งอาจารย์ Assael Romanelli แกได้เห็นตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อของแกชวนเพื่อน ๆ มาร้องเพลงที่บ้านทุกสัปดาห์

ตอนเด็ก ๆ ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอโตขึ้นถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่พ่อแกทำ มันคือการสร้างพื้นที่ที่ช่วยชีวิตพ่อแกไว้เลยนะ คือตอนนั้นพ่อแกเองก็เจอเรื่องท้าทาย ทั้งลูกเล็ก ๆ งานก็หนัก การร้องเพลงกับเพื่อน ๆ หนึ่งคืนต่อสัปดาห์นี่แหละ ที่ทำให้แกได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ และรู้สึกมีชีวิตชีวาในแบบที่ไม่ค่อยเห็นที่บ้าน

Barbershop ไม่ใช่แค่เพลง แต่มันคืออะไรกันแน่?

ว่ากันตามประวัติศาสตร์ Barbershop Singing มันเริ่มจากผู้ชายที่นั่งรอตัดผมในร้าน ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์กัน ก็เลยฮัมเพลงประสานเสียงกันไปมา กลายเป็นว่าสิ่งที่พวกเขาเจอโดยบังเอิญคือสิ่งที่ผู้ชายหลายคนในวันนี้ตามหามาตลอดชีวิตแต่ไม่ค่อยเจอ นั่นคือ ‘พื้นที่ที่ชัดเจน ถูกต้อง และสังคมยอมรับ เพื่อสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมในหมู่ผู้ชาย’

จริงอยู่ว่าความใกล้ชิดของผู้ชายมักจะเงียบกว่า และสร้างขึ้นผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกันมากกว่าการพูดคุย แต่ Barbershop มันเพิ่มอีกอย่างที่การผูกมิตรแบบผู้ชายส่วนใหญ่ไม่มี คือ ‘ความเปราะบาง’

  • การเปิดเผยตัวตน: เวลาเราร้องเพลงเป็นกลุ่ม เราจะถูกเปิดเผยออกมา ไม่มีที่ให้ซ่อนเสียงของเรา ทุกคนในห้องได้ยินหมดว่าคุณรู้สึกยังไง
  • การปลดปล่อยพลังงาน: ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Sublimation คือความสามารถในการเปลี่ยนพลังงานดิบ ๆ ยาก ๆ ให้กลายเป็นสิ่งสร้างสรรค์และสังคมยอมรับ Barbershop คือการนำความตึงเครียดที่ผู้ชายเก็บไว้มาปลดปล่อยผ่านเสียงเพลง
  • อิสระจากความอับอาย: พอได้ร้องด้วยกัน ผู้ชายในกลุ่มจะรู้สึกเป็นอิสระ ปราศจากความอับอายหรือความรู้สึกผิด

มันเป็นเหมือนการได้สัมผัสสิ่งที่อยู่เหนือกว่ามิตรภาพธรรมดา ๆ นะครับ เวลาที่เสียงประสานมันลงตัวเป๊ะ ๆ 4 เสียงรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ความเหงา ความโดดเดี่ยวที่ผู้ชายหลายคนแบกรับมันจะหายไปชั่วขณะ นักกีฬาเรียกว่า Peak State นักจิตวิทยาเรียกว่า Flow ส่วนพ่อของแกเรียกมันว่า “วันพุธกับเพื่อน ๆ”

กฎเหล็กที่สร้าง “เสียงประสาน” ของมิตรภาพ

Barbershop Harmony Society เขามีจรรยาบรรณที่น่าสนใจมากเลยครับ ซึ่งถ้าเรานำมาปรับใช้กับ มิตรภาพลูกผู้ชาย ในชีวิตจริงก็น่าจะดี

  • มิตรภาพที่ดีกับสมาชิกทุกคน: เน้นการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก
  • ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว: การมารวมตัวกันเพื่อมิตรภาพที่บริสุทธิ์
  • ไม่บังคับร้องเพลงกับคนที่ไม่เต็มใจ: เคารพซึ่งกันและกัน
  • ไม่ให้เรื่องการเมือง ศาสนา หรือประเด็นที่แตกแยกมาขัดขวางความสามัคคี: นี่คือหัวใจสำคัญเลยนะ เพราะคนที่มีความคิดขัดแย้งกันเยอะ ๆ มันประสานเสียงกันไม่ได้

คือความหงุดหงิด ความเครียดสะสมจากทั้งสัปดาห์ มันจะถูกระบายออกไปที่เสียงเพลงนี่แหละครับ โดยมีกฎกติกาเป็นเหมือนเกราะป้องกันให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

สถาปัตยกรรมของความสัมพันธ์: ไม่มีใครเด่นกว่าใคร

หลักการของ Barbershop คือ ‘ทุกโน้ตคือคอร์ด’ ไม่มีเสียงเดี่ยวเลย คุณจะแข็งแกร่งเท่ากับเสียงที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มเท่านั้น หมายความว่าคนที่มีเสียงธรรมดา ๆ แต่ยืนอยู่กับคนอีกสามคนที่เหมาะสม ก็สามารถสร้างเสียงที่มหัศจรรย์ได้

พ่อของอาจารย์แกอธิบายไว้น่าสนใจดีนะครับ: เสียงเบสคือพื้น, เสียงเทเนอร์คือเพดาน, เสียงนำคือกำแพง, และเสียงบาริโทนคือโครงสร้างภายใน แต่ละส่วนจำเป็นต้องมี Remove ส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป โครงสร้างก็จะอ่อนแอ นี่แหละครับคือหน้าตาของ มิตรภาพลูกผู้ชาย ที่แข็งแรง

มันไม่ใช่แค่การที่แต่ละคนมาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ผู้ชายสมัยใหม่มักจะถูกสอนให้บูชาความเป็นอิสระ และกลัวการพึ่งพา แต่ Barbershop ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง มันคือสิ่งที่เราถูกสร้างมาเพื่อมันจริง ๆ นั่นคือ ‘การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน’

มุมมองจากเรา: Barbershop คือพิมพ์เขียวของมิตรภาพลูกผู้ชาย

สำหรับเราแล้ว เรื่องราวของ Barbershop Quartet ไม่ได้เป็นแค่การร้องเพลง แต่เป็นพิมพ์เขียวที่สำคัญมากสำหรับ มิตรภาพลูกผู้ชาย ที่ขาดหายไปในสังคมยุคใหม่ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผู้ชายต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นประจำ และไร้การตัดสิน เพื่อให้พวกเขาสามารถเป็นตัวเอง เปิดเผยความเปราะบาง และหาพลังงานกลับมาได้จริง ๆ การได้มีกิจกรรมร่วมกันที่เน้นการประสานงานมากกว่าการแข่งขัน คือสิ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจและเติมเต็มชีวิตให้ผู้ชายหลายคนครับ มันเป็นเรื่องที่น่าลองเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรานะครับ เพื่อให้เราได้มี ‘พื้นที่’ แบบนี้บ้าง.

ที่มา: psychologytoday.com