จริง ๆ แล้วหลายคนอาจคิดว่าหนังรัก หรือหนังชีวิตที่เกี่ยวกับการหย่าร้างมันก็มีอยู่เยอะแยะมากมาย แต่พอได้ดูภาพยนตร์เรื่อง “Is This Thing On?” ที่มี Will Arnett กับ Laura Dern แสดงนำ แถม Bradley Cooper ยังกำกับเองอีกด้วยนะ ต้องบอกเลยว่ามันทำให้เราได้กลับมาคิดถึงเรื่อง ชีวิตคู่ ในแง่มุมที่ไม่ใช่แค่ “รักกัน” หรือ “เลิกกัน” ทั่วไปเลย ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยการตัดสินใจที่เรียบง่ายแต่ส่งผลใหญ่หลวง นั่นคือการยุติชีวิตสมรส 20 ปีของ Alex และ Tess Novak ซึ่งนำเสนอออกมาในโทนที่ราบเรียบจนบางทีก็รู้สึกหงุดหงิดเหมือนกันนะ
จาก “Is This Thing On?” สู่คำถามสำคัญของ ชีวิตคู่ ที่หลายคนอาจมองข้าม
ในหนัง เราจะเห็นว่า Alex และ Tess แยกทางกันแบบที่อารมณ์ไม่ค่อยออกหน้าออกตาเท่าไหร่ Tess ดูผิดหวังตลอดเวลา ส่วน Alex กลับไปมีชีวิตชีวาเวลาขึ้นเวทีเดี่ยวไมโครโฟน ซึ่งนั่นก็กลายเป็นพื้นที่ที่เขาได้ระบายเรื่องราวชีวิตสมรสของตัวเองให้คนแปลกหน้าฟังแทนที่จะคุยกับภรรยา จริง ๆ แล้วภาพยนตร์ก็มีจุดที่ดูไม่สมจริงอยู่บ้างนะ อย่างเรื่องบ้านสวย ๆ หรือการแยกทางที่ดูง่ายดายไร้ปัญหาทางการเงิน ซึ่งมันอาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของคู่รักส่วนใหญ่
แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่หนังเรื่องนี้จับใจความได้ดีมาก ๆ คือการบอกว่า “ชีวิตคู่มันต้องอาศัยการประคับประคอง” มันไม่ใช่แค่สถานะ “อยู่กันไปชั่วฟ้าดินสลาย” ที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ หนังมันแอบชี้ให้เห็นความจริงที่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึง นั่นคือ การหย่าร้างบางครั้งก็อาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลยก็ได้
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องของความสัมพันธ์ที่มันแย่ลง กับการที่เราเองรู้สึกติดขัดในชีวิต (individual stagnation) เป็นเรื่องเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วสองสิ่งนี้มันต่างกันนะ บางทีเราแค่เหนื่อย เครียด หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นตัวเอง แล้วก็เผลอไปโทษว่าความสัมพันธ์ของเรานี่แหละคือปัญหา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมันอาจไม่ใช่ก็ได้
คำถามที่คุณหมอจิตบำบัดอยากถามคู่ Alex และ Tess
- ทำไม Alex ถึงแสดงออกถึงความเป็นตัวเองและซื่อสัตย์กับความรู้สึกได้บนเวที แต่กลับดูห่างเหินกับภรรยาที่บ้าน?
- ทำไม Tess ถึงต้องรอให้เกิดวิกฤติก่อน ถึงจะกลับมาสนใจในความเป็นตัวตนที่สำคัญของเธออีกครั้ง (ในฐานะโค้ชและอดีตนักกีฬาโอลิมปิก)?
- ทำไม Alex ถึงดูดึงดูดใจกับภาพ Tess ในอดีต มากกว่าตัวตนของเธอในปัจจุบัน?
- และทำไม Tess ถึงจะสนใจ Alex ก็ต่อเมื่อเขากลายเป็นที่น่าสนใจของคนอื่น?
คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เวลาคู่รักมีปัญหากัน โดยเฉพาะช่วงที่ต้องรับผิดชอบเรื่องลูก ๆ ด้วย มันง่ายมากที่เราจะมองข้ามความแตกต่างระหว่าง “ความทุกข์ในความสัมพันธ์” กับ “ความติดขัดในชีวิตส่วนตัว” ทั้งสองอย่างนี้มักจะพันกันอยู่ก็จริง แต่ไม่เหมือนกันเลยนะ
คุณหมอยังเล่าอีกว่า จากประสบการณ์ทำงานกับคู่รักที่กำลังพยายามปรับความสัมพันธ์ใหม่ เธอพบว่าประมาณสิบปีหลังการหย่าร้าง คนที่ไม่ไม่ได้แยกทางเพราะการถูกทำร้าย การติดยา หรือการนอกใจเรื้อรัง มักจะย้อนคิดด้วยความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นว่า ถ้าพวกเขารู้ว่าการหย่าร้างมันยากเย็นแค่ไหน ทั้งในแง่ของกระบวนการ อารมณ์ และความสัมพันธ์ พวกเขาจะพยายาม “ลึกซึ้งกว่าเดิม” ไม่ใช่แค่พยายามมากขึ้นแบบบ้าคลั่ง แต่จะมีความถ่อมตน ยืดหยุ่น และเต็มใจที่จะพิจารณาว่าตัวเองมีส่วนทำให้ปัญหามันติดขัดตรงไหนบ้าง
การหย่าร้างอาจไม่ใช่ทางออกเสมอไป ถ้าเราเข้าใจเรื่อง “ความเติบโตในชีวิตคู่”
จริง ๆ แล้วนี่ไม่ใช่การบอกว่าอย่าหย่าร้างนะ แต่เป็นข้อเสนอให้เราใช้ “วิจารณญาณที่เติบโตทางอารมณ์” มากขึ้นต่างหาก เพราะพอช่วงข้าวใหม่ปลามันผ่านไปแล้ว ทุกความสัมพันธ์ใกล้ชิดมันก็ต้องเจออุปสรรคทั้งนั้นแหละ การที่จะอยู่ด้วยกันต่อไป การเรียนรู้ที่จะจัดการกับความแตกต่าง การอดทนต่อความผิดหวัง และการเติบโตไปพร้อมกับอีกคน มันเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ๆ
แต่ในขณะเดียวกัน การทำแบบนี้ก็เป็นหนึ่งในวิธีหลัก ๆ ที่เราจะได้พัฒนาตัวเองในฐานะปัจเจกบุคคลด้วยนะ และเมื่อคู่รักสามารถหาสมดุลในการทำงาน การเลี้ยงลูก และการสนับสนุนซึ่งกันและกันได้เป็นทีมได้ บอกเลยว่ามันไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้แล้ว
ภาพยนตร์ “Is This Thing On?” อาจจะไม่ได้เจาะลึกชีวิตภายในของตัวละครอย่างเต็มที่ แต่ก็ชี้ให้เห็นความจริงที่นักบำบัดเจออยู่ทุกวัน: บางครั้งคำถามมันไม่ได้อยู่ที่ว่าความสัมพันธ์มันพังแล้วหรือเปล่า แต่เป็นที่ว่า “คนสองคนในความสัมพันธ์นั้นหยุดที่จะเติบโตแล้วหรือยัง” และ “คนสองคนนั้นเต็มใจที่จะลงลึกไปเพื่อแก้ไขมันมากแค่ไหน”
ชีวิตคู่ต้องการอะไรมากกว่าแค่ “รักกัน”
จากทั้งหมดที่เล่ามา เรามองว่าภาพยนตร์ “Is This Thing On?” เป็นมากกว่าแค่เรื่องราวการหย่าร้าง มันคือบทสะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ที่ยืนยาวนั้นไม่ใช่แค่การอยู่ในสถานะ “แต่งงาน” แต่คือการทำงานหนัก การเติบโตไปด้วยกัน และการทำความเข้าใจความต้องการของตัวเองและอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง ถ้าคู่ไหนกำลังรู้สึกว่าความสัมพันธ์มันไม่ค่อยราบรื่น หรือรู้สึกแปลกแยกจากกัน ลองหาหนังเรื่องนี้มาดูกับคนรัก แล้วลองคุยกันดูนะว่ามันจุดประกายความคิดอะไรในตัวคุณบ้าง เพราะบางที การได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าที่เราคิดก็ได้
ที่มา: psychologytoday.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สัญญาณไฟรถยนต์ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง และปลอดภัย
- โดนเตารีดนาบ ต้องทำอย่างไร? ปฐมพยาบาลให้ถูกวิธี ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
- แจกฟรี 12 เทมเพลตการ์ดแต่งงาน ลายดอกไม้-ใบไม้ แก้ไขเองได้ เลือกโทนสีได้ตามธีมงาน
- รวม 10 ฟอนต์ภาษาไทยสวย ๆ มีให้เลือกหลายสไตล์ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]