Skip to content

ระวัง! ข่าวปลอมสุขภาพจิตเกลื่อนโซเชียล อาจทำร้ายคุณโดยไม่รู้ตัว

How Much Online Mental Health Guidance Is Wrong? What to Do

จริง ๆ แล้วทุกวันนี้ โซเชียลมีเดียกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้วนะคะ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องสุขภาพจิต แต่ก็อย่างว่าแหละครับ มีข้อมูลดี ๆ ก็ต้องมีข้อมูลที่ไม่จริงปะปนมาด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตนี่แหละที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าไปเจอ ข่าวปลอมสุขภาพจิต เข้า อาจจะส่งผลเสียต่อตัวเรามากกว่าที่คิดนะ

ล่าสุด มีงานวิจัยที่น่าสนใจในปี 2026 โดย Carter และทีม ได้รวบรวมงานศึกษา 27 ชิ้น ที่วิเคราะห์โพสต์กว่า 5,000 โพสต์ พบว่าข้อมูลด้านสุขภาพจิตและความผิดปกติทางระบบประสาทบนโซเชียลมีเดียกว่าครึ่งหนึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง! หลายคนอาจคิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่น่าจะมีเยอะขนาดนั้น แต่จริง ๆ มันแพร่หลายมากนะครับ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ที่กลายเป็นแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูง กลับมีอัตราข้อมูลผิดพลาดมากที่สุด คือ 52% สำหรับวิดีโอเกี่ยวกับ ADHD และ 41% สำหรับวิดีโอที่เกี่ยวกับออทิสซึมเลยทีเดียว

ปัญหาข่าวปลอมสุขภาพจิตบนโซเชียลมีเดียมันน่ากลัวแค่ไหน?

ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องซีเรียสกับ ข่าวปลอมสุขภาพจิต ขนาดนั้น? คือในฐานะคนทำงานด้านสุขภาพจิต ผมบอกได้เลยว่าข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเนี่ยมันอันตรายกว่าที่คิดนะ มันสามารถทำให้เราได้รับการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่ไม่ตรงจุด แถมยังอาจจะทำให้เราเสียเวลาอันมีค่าในการรักษาที่ถูกทางไปเปล่า ๆ

ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าคุณเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) แต่ไปหาข้อมูลจากโซเชียลแล้วเข้าใจว่าตัวเองเป็น ADHD คุณก็อาจจะไปหาวิธีรับมือแบบ ADHD ซึ่งมันไม่ช่วยอะไรเลย แถมยังอาจทำให้สภาวะจิตใจแย่ลงด้วยซ้ำ และที่แย่กว่านั้นคือ บางทีคนเราก็ยึดติดกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าใช่ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะบอกว่าไม่ใช่ก็ตาม พอเป็นแบบนี้ก็ทำให้การบำบัดรักษายิ่งซับซ้อนไปใหญ่

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียมันชอบสร้าง “Echo Chamber” หรือห้องสะท้อนเสียง คือจะคอยป้อนข้อมูลที่เราสนใจซ้ำ ๆ ยิ่งเห็นซ้ำบ่อย ๆ เราก็ยิ่งเชื่อว่ามันน่าเชื่อถือ ทั้งที่จริง ๆ แล้วข้อมูลเหล่านั้นอาจจะไม่ได้อิงหลักวิทยาศาสตร์เลยด้วยซ้ำ พอมันถูกย้ำบ่อยเข้า จากที่เคยรู้สึกเฉย ๆ มันก็กลายเป็นเรื่องจริงจังไปเลยก็มี

เช็คลิสต์ 5 ข้อ! วิธีคัดกรองข้อมูลสุขภาพจิตบนโซเชียลมีเดีย

ในเมื่อโลกออนไลน์มันมีข้อมูลปะปนกันไปหมด แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนจริง อันไหนหลอก? ไม่มีปัจจัยเดียวนะครับที่จะรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าข้อมูลนั้นถูกต้องเสมอไป แต่เรามีวิธีตรวจสอบเบื้องต้น 5 ข้อนี้ ที่จะช่วยให้เรามั่นใจในข้อมูลมากขึ้นครับ

  • ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ให้ข้อมูล: คนที่ให้ข้อมูลมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไหม? มีการฝึกอบรมหรือประสบการณ์จริงมากแค่ไหน? งานวิจัยก็ชี้ชัดนะว่าคอนเทนต์ที่สร้างโดยมืออาชีพจะน่าเชื่อถือกว่าเนื้อหาทั่วไป ลองดูว่าเขามีประวัติการทำงานในสายงานนี้มานานแค่ไหน มีใบอนุญาตอะไรบ้าง เพราะในหลายประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มีใบอนุญาตจะมีจรรยาบรรณและถูกกำกับดูแล ซึ่งต่างจากผู้ให้ข้อมูลที่อ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
  • หาแหล่งอ้างอิงหรือการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์: ถ้ามีการกล่าวอ้างอะไรเกี่ยวกับสุขภาพ ลองดูว่าเขามีแหล่งข้อมูลอ้างอิงชัดเจนไหม? ถ้าไม่มี ลองถามไปเลยครับ ถ้าไม่มีการตอบกลับหรือเลี่ยงการให้ข้อมูล ก็ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ
  • ดูคำเตือน (Disclaimer): ผู้ให้ข้อมูลมีการระบุชัดเจนไหมว่านี่คือ “การให้ความรู้” ไม่ใช่ “การบำบัดรักษา” หรือ “คำแนะนำทางการแพทย์”? ถ้าเขาบอกขีดจำกัดแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ แสดงว่าเขามีความรับผิดชอบและเข้าใจขอบเขตของตัวเอง
  • ระวังภาษาที่เด็ดขาด: สังเกตการใช้คำที่ฟันธงว่า “เป็น/คือ”, “เสมอไป/ไม่เคย”, “ทุกคน/ไม่มีใคร” อะไรที่เด็ดขาดแบบนี้ให้ระวังเป็นพิเศษครับ เพราะเรื่องสุขภาพจิตมีความละเอียดอ่อนและมีข้อยกเว้นเยอะมาก คำที่รัดกุมและปกป้องผู้อ่านมักจะใช้คำว่า “อาจจะ”, “สามารถ”, “บางครั้ง” หรือ “มักจะ” มากกว่า
  • ฟังความรู้สึกภายในของคุณ: ลองเช็คตัวเองว่าฟังแล้วรู้สึกยังไง? คน ๆ นี้ดูเป็นคนมีวุฒิภาวะ มีความสมดุลไหม? น้ำเสียงเขาดูใจเย็นหรือพยายามโน้มน้าวมากเกินไป? ดูเป็นคนที่อยากรู้ในเรื่องนั้นจริง ๆ หรือเปล่า?

สรุปแล้วเราจะรับมือกับข่าวปลอมสุขภาพจิตบนออนไลน์ได้อย่างไร?

ส่วนตัวเรามองว่าโซเชียลมีเดียมันก็เหมือนดาบสองคมนะ คือมันทำให้ข้อมูลด้านสุขภาพจิตเข้าถึงง่ายขึ้นมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในมุมหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นช่องทางให้ข่าวปลอมสุขภาพจิตแพร่กระจายได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราทุกคนต้องมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลครับ ไม่ใช่แค่เสพอย่างเดียวแล้วเชื่อไปหมด เราต้องเป็นผู้ใช้ที่ฉลาดและรู้จักตั้งคำถาม ยิ่งในยุคที่ข้อมูลผิด ๆ มีเยอะขนาดนี้ เสียงของผู้เชี่ยวชาญที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและอิงหลักฐานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์และปลอดภัยต่อสุขภาพจิตอย่างแท้จริงครับ

ที่มา: psychologytoday.com