จริง ๆ แล้วเรื่องในครอบครัวนี่ละเอียดอ่อนมากนะ ยิ่งถ้าพ่อกับแม่มีปัญหากันแล้วต้องแยกทางกัน หลายครั้งมันไม่ได้จบลงแค่เรื่องของคนสองคน แต่กลับกลายเป็นว่า “การปั่นหัวลูก” หรือ Parental Alienation (PA) เนี่ยเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับเด็ก ๆ อย่างหนักหน่วงเลยล่ะ หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักคำนี้ดีเท่าไหร่ หรือคิดว่าเป็นแค่เรื่องทะเลาะกันธรรมดาในบ้าน แต่บอกเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยนะ เราเลยอยากพามาทำความเข้าใจเรื่องนี้กัน
“การปั่นหัวลูก” คืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล?
การปั่นหัวลูก หรือ Parental Alienation (PA) คือภาวะที่เด็กหรือวัยรุ่นปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่พ่อแม่ฝ่ายตรงข้าม (ที่เด็กอยู่ด้วย) จงใจหรือไม่จงใจชักจูงหรือใช้คำพูดเชิงลบ ทำให้เด็ก ๆ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อพ่อแม่อีกคนหนึ่ง สถานการณ์แบบนี้มักจะเกิดขึ้นบ่อยในครอบครัวที่มีความขัดแย้งสูงระหว่างการแยกทางหรือหย่าร้าง
แนวคิดเรื่อง Parental Alienation Syndrome (PAS) เนี่ย ถูกนำเสนอครั้งแรกช่วงทศวรรษ 1980 โดยจิตแพทย์เด็กชาวอเมริกันอย่าง ดร. Richard A. Gardner ซึ่งเขาบอกว่าเด็กที่ประสบภาวะนี้ถูกพ่อแม่ฝ่ายหนึ่งปลูกฝังความคิดให้เกลียดชังพ่อแม่อีกฝ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันควร
ถึงแม้จะเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่ก็ต้องยอมรับว่า PA ยังคงเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างเป็นที่ถกเถียงอยู่เหมือนกันนะ มีนักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตถึงความถูกต้องและกังวลว่ามันอาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในกระบวนการทางกฎหมายโดยพ่อแม่ที่ไม่เหมาะสมได้
แต่ไม่ว่าจะยังไง ในบทความปี 2022 ที่ชื่อว่า “A Silent Epidemic” ซึ่งเขียนโดย Dr. Alan B. Blotcky และ Dr. William Bennet ก็ยังยกให้ การปั่นหัวลูก เนี่ย เทียบเท่ากับการทารุณกรรมทางร่างกายและเพศเลยทีเดียว แถมงานวิจัยเมื่อปี 2019 ยังพบว่า ผู้ใหญ่กว่า 10 ล้านคนทั่วโลกเคยถูกลูก ๆ ตัดความสัมพันธ์อย่างรุนแรงเนื่องจากภาวะนี้ ส่วนงานวิจัยจากประเทศอังกฤษก็สรุปว่าพฤติกรรม การปั่นหัวลูก (Parental Alienating Behaviors หรือ PABs) ถือเป็นปัญหาสุขภาพในระดับวิกฤต ที่ทำให้พ่อแม่ที่ประสบภาวะนี้มีอาการซึมเศร้า, PTSD และความคิดอยากฆ่าตัวตายในระดับสูงเลยทีเดียว
สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ควรสังเกตและทำความเข้าใจ
สำหรับพ่อแม่ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์หย่าร้างหรือความขัดแย้งในครอบครัว เราต้องระมัดระวังเรื่อง การปั่นหัวลูก ให้มาก ๆ เลยนะ เพราะมันจะนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงและยาวนานต่อเด็ก ๆ ได้
จาก Five-Factor Model for the Diagnosis of Parental Alienation ที่ระบุไว้เมื่อปี 2022 มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการที่เราควรสังเกต:
- การหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ: เด็กหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง
- ประวัติความสัมพันธ์ที่ดี: เดิมทีเด็กเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีและรักใคร่กับพ่อแม่ที่ถูกปฏิเสธ
- ปราศจากการทารุณกรรม: ไม่มีประวัติการทารุณกรรมหรือละเลยจากพ่อแม่ที่ถูกปฏิเสธ
- สัมผัสพฤติกรรมชักจูง: เด็กถูกชักจูงให้มีทัศนคติเชิงลบโดยพ่อแม่ฝ่ายที่ตนเองอยู่ด้วย
- พฤติกรรมบ่งชี้: เด็กแสดงพฤติกรรมที่บ่งบอกถึง การปั่นหัวลูก เช่น ไม่รู้สึกผิดกับการปฏิบัติที่ไม่เคารพต่อพ่อแม่ที่ถูกปฏิเสธ ให้เหตุผลที่ไม่หนักแน่นในการปฏิเสธพ่อแม่ มองพ่อแม่ที่ถูกปฏิเสธเป็นคนไม่ดี และมองพ่อแม่ที่ชักจูงเป็นคนดี รวมถึงปฏิเสธครอบครัวของพ่อแม่ที่ถูกปฏิเสธด้วย
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ “Triangulation” ในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งดึงบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง ในกรณีของเด็กที่อยู่ในช่วงที่พ่อแม่แยกทางหรือหย่าร้าง เด็ก ๆ มักจะรู้สึกกดดันให้ต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือต้องให้การสนับสนุนทางอารมณ์แก่พ่อแม่คนใดคนหนึ่ง ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงและยาวนานต่อเด็กในที่สุด
ผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเด็กๆ ทั้งระยะสั้นและยาว
ผลที่ตามมาจากการที่เด็กๆ ต้องเจอพฤติกรรมการปั่นหัวลูกในช่วงที่พ่อแม่แยกทางกัน มันร้ายแรงและส่งผลตลอดชีวิตเลยนะ จริง ๆ แล้วเด็กๆ ที่ต้องรับมือกับเรื่องแบบนี้มักจะเจออะไรบ้าง?
- ระยะสั้น: เด็กและวัยรุ่นจะประสบกับความโกรธ ความสับสน ความรู้สึกผิด และความเศร้า ซึ่งนำไปสู่ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการแยกตัวออกจากสังคม
- ระยะยาว: ปัญหาด้านความภาคภูมิใจในตนเอง ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การใช้สารเสพติด ความคิดอยากฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้น ปัญหาด้านการเรียน และความเสี่ยงที่สูงขึ้นในการทำซ้ำรูปแบบ การปั่นหัวลูก รวมถึงอาจสูญเสียการติดต่อกับลูกของตนเองในอนาคต
จากงานวิจัยล่าสุดที่สัมภาษณ์ผู้ใหญ่ 20 คนที่เคยถูกปั่นหัวลูกตอนเด็ก ๆ พวกเขารายงานถึงปัญหาสุขภาพจิตมากมาย เช่น โรคการกินผิดปกติ ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล บุคลิกภาพผิดปกติ PTSD การทำร้ายตัวเอง และความคิดอยากฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาเสพติด ความไม่ไว้วางใจ และความโกรธแค้นต่อพ่อแม่ที่ปั่นหัวลูกด้วย
การปั่นหัวลูก…เมื่อความสัมพันธ์ต้องจบลง พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร?
สำหรับคู่รักที่กำลังจะแยกทางกัน ข้อควรระวังและผลกระทบที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องตระหนักถึง เพื่อหาวิธีเดินหน้าต่อไปอย่างใจดี มีความเห็นอกเห็นใจ และมีกลยุทธ์ เพื่อลดความเจ็บปวดและความเสียหายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัว
เรามี 7 กลยุทธ์ที่สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับการแยกทางหรือหย่าร้างที่มีความขัดแย้งสูง และหลีกเลี่ยงการสร้างสถานการณ์ที่นำไปสู่ การปั่นหัวลูก ได้:
- หยุดทบทวนและยอมรับ: ลองหยุดคิด ทบทวน และยอมรับถึงพลวัตที่ท้าทายของสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่ การทำเช่นนี้จะช่วยสร้างและเสริมสร้างความตระหนักรู้ และความตระหนักรู้คือก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกเสมอ
- ตระหนักถึงผลกระทบ: พึงตระหนักถึงผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความเจ็บปวดและความเสียหายต่อลูก ๆ ของคุณ
- ตั้งใจประพฤติตนอย่างดี: ตั้งใจที่จะประพฤติตนอย่างไม่มีที่ติ ซึ่งหมายถึงการลดความเสียหายและหลีกเลี่ยงความเสียใจจากการกระทำหรือทางเลือกที่สร้างความเจ็บปวด
- ปฏิบัติด้วยความเมตตา: จำไว้ว่าการประพฤติตนอย่างไม่มีที่ติรวมถึงการปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และความเคารพ การกระทำของคุณสำคัญกว่าคำพูด และลูก ๆ ของคุณกำลังเฝ้าดูว่าคุณปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร
- ให้ความสำคัญกับลูก: ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและเชื่อมโยงกับลูก ๆ ของคุณตลอดกระบวนการแยกทางและสร้างชีวิตใหม่
- เลือกผู้เชี่ยวชาญอย่างชาญฉลาด: เลือกตัวแทนทางกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการไกล่เกลี่ยอย่างชาญฉลาด และสื่อสารความกังวล ลำดับความสำคัญ และเป้าหมายของคุณเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างสงบและเคารพซึ่งกันและกัน
- ขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต: หาผู้สนับสนุนด้านสุขภาพจิตสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว เพื่อช่วยจัดการกับความโศกเศร้า ความโกรธ ความเศร้า และการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเป็นบวก
สรุปแล้ว “การปั่นหัวลูก” ไม่ใช่เรื่องที่เราควรละเลย
สำหรับเราแล้ว เรื่อง การปั่นหัวลูก นี่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอันตรายมาก ๆ จริง ๆ นะ ถึงแม้ว่ามันจะยังเป็นแนวคิดที่ถกเถียงกันอยู่บ้าง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ มันชัดเจนและยาวนานมาก เรามองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พ่อแม่ต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ และพยายามจัดการความขัดแย้งของตัวเองอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้เด็กต้องตกเป็นเหยื่อของการถูกปั่นหัว ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหนก็ตาม เด็ก ๆ ควรได้รับความรักและความเข้าใจจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เขาสามารถเติบโตไปได้อย่างแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ โดยไม่ต้องแบกรับความเจ็บปวดที่เกิดจากความขัดแย้งของผู้ใหญ่ไปด้วยนั่นเอง.
ที่มา: psychologytoday.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สัญญาณไฟรถยนต์ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง และปลอดภัย
- โดนเตารีดนาบ ต้องทำอย่างไร? ปฐมพยาบาลให้ถูกวิธี ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
- แจกฟรี 12 เทมเพลตการ์ดแต่งงาน ลายดอกไม้-ใบไม้ แก้ไขเองได้ เลือกโทนสีได้ตามธีมงาน
- รวม 10 ฟอนต์ภาษาไทยสวย ๆ มีให้เลือกหลายสไตล์ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]