Skip to content

Gen Z ไม่ซื้อเกมเต็มราคา ยกเลิกสตรีมมิ่งเพื่อดูเรื่องเดียว! แต่ยังไปดูหนังวันแรกมากกว่าใคร?

More Than Half of Gen Z Users Cancel and Renew Streaming Services for a Single Title, Won’t Purchase Full-Price Video Games, New Study Finds

จริง ๆ แล้วพฤติกรรม Gen Z เนี่ยน่าสนใจมากๆ ครับ เพราะมีรายงานจาก Dentsu และ IGN Entertainment ที่ชื่อว่า “Generations In Play: 2026 Audience Insights Report” เพิ่งออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าทึ่งเกี่ยวกับการใช้สื่อและความบันเทิงของคนกลุ่มนี้ ซึ่งผลสำรวจชิ้นนี้มาจาก Kantar และ UC Berkeley ที่เก็บข้อมูลผู้บริโภคบันเทิงกว่า 6,250 คนทั่วสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย แสดงให้เห็นว่าคน Gen Z ไม่ได้มีพฤติกรรมการเสพสื่อเหมือนกับคนรุ่นก่อนๆ เลย

หลายคนอาจจะคิดว่า Gen Z ติดแพลตฟอร์มนั้นแพลตฟอร์มนี้ แต่ข้อมูลกลับบอกว่าไม่เป็นอย่างนั้นเลยครับ!

เมื่อ Gen Z ไม่ยึดติดแพลตฟอร์ม: ‘การยกเลิก-สมัครใหม่’ คือเรื่องปกติ

สิ่งแรกที่ทำให้เราแปลกใจเลยคือ มากกว่าครึ่งหนึ่งของ Gen Z หรือคิดเป็น 59% ที่สำรวจ บอกว่าพวกเขาสมัครและยกเลิกบริการสตรีมมิ่งบ่อยมาก แค่เพื่อจะดูหนังหรือซีรีส์แค่เรื่องเดียวเนี่ยแหละ พอเรื่องจบก็ยกเลิกไปเลย รายงานถึงกับบอกว่า ‘Platform Loyalty’ หรือความภักดีต่อแพลตฟอร์มนั้นมัน ‘ตายไปแล้ว’ สำหรับ Gen Z.

เท่านั้นยังไม่พอ สำหรับคอเกม 62% ของ Gen Z จะไม่ยอมจ่ายเงินซื้อวิดีโอเกมในราคาเต็มครับ พวกเขาเลือกที่จะลองเล่นผ่านบริการสมัครสมาชิกเกมแทน หรือรอเล่นแบบฟรีๆ มากกว่า

  • ไม่ซื้อเพลงแผ่น: 71% ของ Gen Z เลิกซื้อเพลงแบบแผ่นไปแล้ว
  • ไม่ซื้อแผ่นหนัง/ซีรีส์: 70% ก็ไม่ซื้อแผ่น Blu-ray หรือ DVD ของรายการทีวีและภาพยนตร์เช่นกัน

คือมันชัดเจนว่าคนรุ่นนี้เขาชอบ ‘เข้าถึง’ มากกว่า ‘เป็นเจ้าของ’ ครับ

พฤติกรรมการเสพสื่อของ Gen Z ที่เปลี่ยนไป แต่หนังโรงยังได้ใจ

แต่ไม่ใช่ว่า Gen Z จะหลีกหนีทุกสิ่งแบบเข้าไม่ถึงเลยนะ เพราะจริงๆ แล้วมันมีจุดที่น่าสนใจมากๆ คือ ผลสำรวจบอกว่า Gen Z เป็นกลุ่มที่ไปดูหนังในโรงช่วงเปิดตัวภาพยนตร์สัปดาห์แรกมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ ถึง 13% เลยทีเดียว

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? จริงๆ แล้ว Gen Z มองว่าการไปดูหนังในโรงมันคือประสบการณ์ทางสังคม เป็นกิจกรรมที่ได้ไปทำร่วมกับเพื่อนๆ ไม่ใช่แค่การไปดูจอเฉยๆ เหมือนเมื่อก่อนครับ การดูหนังคือส่วนหนึ่งของกิจกรรมรวมๆ ทั้งวัน ทั้งตอนเย็น พวกเขาไม่ได้มองว่าเป็นแค่ ‘อีเวนต์จบในตัว’ แค่นั้น

ธุรกิจบันเทิงต้องปรับตัวอย่างไร? เมื่อพฤติกรรม Gen Z กำหนดทิศทาง

แน่นอนว่าเมื่อ พฤติกรรม Gen Z เปลี่ยนไปแบบนี้ อุตสาหกรรมบันเทิงก็ต้องปรับตัวตามอย่างหนักเลยทีเดียว จากคำแนะนำในรายงาน เราพอจะสรุปแนวทางที่น่าสนใจได้ดังนี้:

  • แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง: ไม่ใช่แค่สร้างเนื้อหาใหม่ๆ อย่างเดียว แต่ต้องโฟกัสไปที่ IP (Intellectual Property) หรือแฟรนไชส์ที่มีเรื่องราวต่อเนื่องยาวนาน อย่างเช่น ‘Stranger Things’ หรือ ‘Game of Thrones’ ที่ดึงคนให้กลับมาดูซ้ำๆ ได้ หรือ IP ที่สามารถข้ามรูปแบบไปมาได้ก็จะยิ่งดี
  • กีฬา: ผู้ถือลิขสิทธิ์และนักโฆษณาต้องเข้าใจว่าเนื้อหาจาก Creator (เช่น การดูบอลผ่าน YouTube กับ Mark Goldbridge) คือ ‘ประตู’ ที่จะพา Gen Z เข้าสู่โลกของกีฬา ไม่ใช่คู่แข่งของเนื้อหาทางทีวี การมีกลยุทธ์คู่ขนานที่แตกต่างกันสำหรับทั้งสองรูปแบบเป็นสิ่งจำเป็น
  • เกม: โมเดลการสร้างรายได้ต้องเริ่มจากการแปลง ‘การเข้าถึง’ ไปสู่ ‘ความผูกพัน’ บริการสมัครสมาชิกและเกมฟรีอาจเป็นแค่ ‘ประตูหน้า’ แต่รายได้ที่แท้จริงจะมาจากโมเดลหลังบ้าน เช่น Battle Pass, สถานะในเกม, หรือไอเทมเสมือนจริง
  • การจัดจำหน่ายแบบดั้งเดิม: ยุคนี้ไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนคลังสินค้าหรือแคตตาล็อกอีกแล้ว แต่เป็นการแข่งขันกันว่าใครจะเป็นแพลตฟอร์มแรกที่ผู้ใช้เปิดเมื่อมีเวลาว่างแค่ 20 นาที ‘หน้าจอหลัก’ บนอุปกรณ์ของผู้ใช้คือสมรภูมิที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้

สรุปมุมมองนักการตลาดและอนาคตวงการบันเทิง

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ เรามองว่า Gen Z กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่ออย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนครับ สำหรับผู้ประกอบการและนักการตลาด การเข้าใจพฤติกรรม Gen Z ที่ไม่ยึดติด ชอบการเข้าถึงมากกว่าการเป็นเจ้าของ และให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางสังคม เป็นสิ่งสำคัญมากๆ หากอยากจะสร้างความผูกพันกับกลุ่มเป้าหมายนี้ได้สำเร็จ ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่าใครปรับตัวได้เร็วและสร้างสรรค์ ก็จะได้เปรียบในสมรภูมินี้อย่างแน่นอน เพราะอนาคตของการบริโภคสื่อมันมาถึงแล้ว และมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่มา: variety.com