Skip to content

โปแลนด์เตรียมเก็บ ‘ภาษีดิจิทัล’ สูงสุด 3% หวังลดความเหลื่อมล้ำบริษัทต่างชาติ-ในประเทศ

Apple could face new taxes in Poland under proposed digital services law

โปแลนด์กำลังเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax หรือ DST) จากรายได้บางประเภทในอัตราสูงสุดถึง 3% ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Apple และผู้ให้บริการดิจิทัลรายอื่นๆ โดยการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างบริษัทในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจับตาในเวทีเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ซึ่ง “ภาษีดิจิทัลโปแลนด์” นี้กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางถึงผลกระทบในระยะยาว

เจาะลึกแนวคิดและเป้าหมายของภาษีดิจิทัล

แนวคิดการเก็บภาษีบริการดิจิทัลของโปแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะกระทรวงดิจิทัลของประเทศได้เคยเสนอกฎหมายนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แม้จะเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจาก Tom Rose เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำโปแลนด์ ซึ่งเรียกมันว่าเป็น “ภาษีที่ทำลายตนเอง” และจะทำร้ายความสัมพันธ์ระหว่างโปแลนด์กับสหรัฐฯ แต่ล่าสุดโปแลนด์ก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายนี้ต่อไป

Krzysztof Gawkowski รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลของโปแลนด์ ระบุว่า จุดประสงค์หลักคือการสร้างสนามแข่งขันที่ยุติธรรม โดยปัจจุบันการแข่งขันในตลาดดิจิทัลของโปแลนด์มีความบิดเบือน บริษัทในประเทศที่เสียภาษีจากการดำเนินงานในโปแลนด์กลับเสียเปรียบเมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติที่ให้บริการดิจิทัลจากนอกประเทศ ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่เพียงแต่ลดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในท้องถิ่น แต่ยังจำกัดอำนาจอธิปไตยทางดิจิทัลของประเทศ และลดรายได้ภาษีที่สามารถนำไปลงทุนในการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีของโปแลนด์ได้ การที่เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความไม่เท่าเทียมเหล่านี้มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้น

บริการดิจิทัลที่อาจถูกเก็บภาษีและข้อยกเว้น

ร่างกฎหมายนี้ใช้ภาษาที่ค่อนข้างกว้าง ทำให้ต้องมีการตีความว่าจะครอบคลุมบริการใดบ้าง อย่างไรก็ตาม มีการระบุประเภทของบริการที่อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีชดเชยเมื่อให้บริการภายในสาธารณรัฐโปแลนด์ รวมถึงข้อยกเว้นบางประการ:

บริการที่อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษี:

  • การโฆษณาแบบกำหนดเป้าหมาย: บนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มุ่งเน้นผู้ใช้งานแพลตฟอร์มนั้นๆ
  • การให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลแบบหลายฝ่าย: ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับผู้อื่น หรืออำนวยความสะดวกในการจัดหาสินค้าหรือบริการโดยตรงระหว่างผู้ใช้งาน
  • การถ่ายโอนข้อมูลที่รวบรวมเกี่ยวกับผู้ใช้งาน: ไม่ว่าจะเป็นการขาย, อนุญาตให้ใช้สิทธิ์ หรือรูปแบบอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่าย ทั้งในรูปแบบรายบุคคลและเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจข้อมูล ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

ข้อยกเว้นจากการเก็บภาษี:

  • การให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งมอบเนื้อหาดิจิทัล: ที่เป็นของเจ้าของแพลตฟอร์ม หรือมีการได้มาซึ่งสิทธิ์ในการเผยแพร่ หรือการให้บริการด้านการสื่อสารหรือการชำระเงินแก่ผู้ใช้งาน
  • การขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของซัพพลายเออร์เอง: โดยที่ซัพพลายเออร์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง
  • การให้บริการทางการเงินที่มีการควบคุม: โดยหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติการกำกับดูแลตลาดการเงิน
  • การให้บริการโดยสถานที่ซื้อขายหรือผู้จัดระเบียบภายในที่เป็นระบบ: ตามที่ระบุไว้ใน Directive 2014/65/EU ของรัฐสภายุโรปและสภา
  • การให้บริการโดยผู้ให้บริการ crowdfunding ที่มีการควบคุม: ตามที่ระบุไว้ใน Directive 2014/65/EU หรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการให้สินเชื่อ

แม้ภาษาในร่างกฎหมายจะเปิดกว้างต่อการตีความ แต่ก็บ่งชี้ว่าบริการยอดนิยมของ Apple เช่น App Store, Apple TV, Apple Music, Apple Books, Apple Podcasts รวมถึงธุรกิจโฆษณาของ Apple ที่กำลังเติบโต อาจอยู่ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นที่กว้างขวางก็เปิดโอกาสให้ Apple อาจโต้แย้งได้ว่าบริการบางอย่างของตนอยู่นอกเหนือขอบเขตของภาษีนี้

เกณฑ์การบังคับใช้และผลกระทบต่อบริษัทระดับโลก

สิ่งสำคัญคือร่างกฎหมายนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกบริษัท หากได้รับการอนุมัติ มันจะบังคับใช้กับบริษัทที่มีรายได้ทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และมีรายได้ภายในประเทศโปแลนด์มากกว่า 25 ล้านซวอตี (ประมาณ 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้าเท่านั้น ซึ่งข้อกำหนดนี้จำกัดขอบเขตการบังคับใช้ให้เหลือเพียงบริษัทดิจิทัลขนาดใหญ่เท่านั้น Apple ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้

ภาษีดิจิทัลโปแลนด์: นัยยะสำคัญสำหรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัล

การเดินหน้าของโปแลนด์ในการผลักดัน “ภาษีดิจิทัล” ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่หลายประเทศทั่วโลกพยายามปรับโครงสร้างภาษีให้สอดรับกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ประกอบการดิจิทัลและผู้ใช้งานในประเทศไทย นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าโมเดลการเก็บภาษีลักษณะนี้อาจถูกนำมาพิจารณาในภูมิภาคของเราได้ในอนาคต ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของกฎหมายนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภูมิทัศน์การแข่งขัน และโอกาสทางธุรกิจในยุคที่ดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ที่มา: 9to5mac.com