“ซีรีส์ Succession” คือหนึ่งในซีรีส์ดราม่าธุรกิจที่ทรงอิทธิพลและได้รับการยกย่องมากที่สุดของ HBO ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนภายในตระกูล Roy ผู้ร่ำรวยมหาศาลและเป็นเจ้าของอาณาจักรสื่อ Waystar Royco ขนาดใหญ่ยักษ์ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ชมหลายคน การเริ่มต้นกับซีรีส์เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะตอนแรกๆ ของ Succession มักถูกวิจารณ์ว่าดำเนินเรื่องช้า ตัวละครยังไม่น่าสนใจเท่าที่ควร ซึ่งอาจทำให้หลายคนถอดใจไปก่อน แต่บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจว่าทำไมการอดทนดูต่ออีกสักหน่อยถึงคุ้มค่าแก่การลงทุน และจะทำให้คุณได้พบกับสุดยอดซีรีส์แห่งศตวรรษที่ 21.
จุดเริ่มต้นที่อาจทำให้ท้อ: ทำไมตอนแรกถึงไม่ใช่ที่สุดของซีรีส์?
สำหรับซีรีส์ฟอร์มยักษ์อย่าง Succession ที่มีเนื้อหาซับซ้อนและตัวละครจำนวนมาก การปูเรื่องในตอนแรกๆ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง ตอนแรกที่มีชื่อว่า “Celebration” ซึ่งกำกับโดย Adam McKay (ผู้กำกับชื่อดังจาก The Big Short และ Don’t Look Up) มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวของมันเอง
ในด้านจุดอ่อนนั้น แม้ McKay จะเป็นผู้กำกับที่มีฝีมือ แต่การเลือกใช้เทคนิคภาพแบบกล้องสั่นไหวและซูมอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างบรรยากาศแบบสารคดี กลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงความสนใจออกจากเนื้อหาดราม่า นอกจากนี้ การแนะนำตัวละครหลักอย่าง Logan Roy (Brian Cox) และลูกๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็น Kendall (Jeremy Strong), Roman (Kieran Culkin) และ Shiv (Sarah Snook) รวมถึงตัวละครสำคัญอื่นๆ อย่าง Stewy Hosseini (Arian Moayed) ในช่วงไม่กี่ตอนแรกนั้นค่อนข้างหนาแน่น ทำให้ผู้ชมยังไม่สามารถทำความเข้าใจบริบทและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของพวกเขาได้ดีพอ
พฤติกรรมของตัวละครในตอนแรกๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่ชอบทันที ยกตัวอย่างเช่น ในฉากที่ Roman ขอให้ลูกของพนักงานทำโฮมรันในการเล่นซอฟต์บอล โดยสัญญาว่าจะให้เงิน 1 ล้านดอลลาร์ และเขียนเช็คให้เห็นจริงจัง แต่กลับฉีกทิ้งต่อหน้าเด็กเมื่อเขาทำไม่สำเร็จ พฤติกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง แต่เมื่อเราดูต่อไป เราจะเริ่มเข้าใจถึงภูมิหลังของพวกเขาที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ขาดความรักและอยู่ภายใต้พ่อที่ควบคุม รวมถึงอยู่ในฟองสบู่แห่งความมั่งคั่งมหาศาล ที่ทำให้พวกเขาขาดความเข้าใจและเคารพต่อคนธรรมดา
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ชมจะได้เรียนรู้ในที่สุดคือ:
- ตัวละครใน Succession ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เราชอบ: พวกเขาไม่ใช่คนดี แต่เราจะถูกดึงดูดและเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมที่ซับซ้อนของพวกเขา
- ความเข้าใจคือหัวใจสำคัญ: เมื่อผู้ชมยอมรับประเด็นนี้ได้ ซีรีส์จะเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้น ตลกขบขันขึ้น และน่าติดตามอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ คุณต้องอดทนไปอีกสักสองสามตอน
เมื่อถึงจุดที่เรื่องราวเริ่มเข้มข้น: พัฒนาการของซีรีส์ Succession
เส้นเรื่องของ “ซีรีส์ Succession” จะเริ่มลงตัวและน่าติดตามอย่างแท้จริงเมื่อผ่านพ้นช่วงแรกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่สี่และตอนที่หก ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นปรากฏการณ์
จุดเปลี่ยนที่สำคัญ:
- ตอนที่ 4 “Sad Sack Wasp Trap”: เรื่องราวเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์ Logan Roy ล้มป่วย ตัวละครกลับมารวมตัวกัน และเราได้เห็นว่า Logan ไม่มีเจตนาที่จะสละอำนาจในการควบคุมบริษัท แม้ในสภาพร่างกายที่อ่อนแอ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับลูกๆ ของเขาอย่างมาก ช่วงนี้เองที่พลวัตของครอบครัว Roy เริ่มชัดเจนขึ้น พวกเขาเป็นทั้งครอบครัวและคู่แข่งทางธุรกิจ ทุกคนคือตัวเอกในเรื่องราวของตัวเอง และเป็นตัวร้ายในเรื่องราวของคนอื่น ตอนนี้ยังเป็นการแนะนำคู่หูที่ลงตัวอย่าง Greg Hirsch (หลานชายของ Logan ที่ค่อนข้างประหม่า) กับ Tom Wambsgans (Matthew Macfadyen) สามีของ Shiv ซึ่งเคมีของทั้งคู่เป็นสิ่งที่ซีรีส์ใช้ประโยชน์ตลอดการดำเนินเรื่อง
- ตอนที่ 6 “Which Side Are You On?”: ตอนนี้คือจุดที่ทำให้ซีรีส์พุ่งทะยานอย่างแท้จริง Kendall Roy พยายามเกลี้ยกล่อมให้คณะกรรมการส่วนใหญ่ลงคะแนนถอด Logan ออกจากตำแหน่ง CEO เนื่องจากพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้หลังจากการล้มป่วย แต่ความพยายามของเขากลับล้มเหลว Logan สามารถข่มขู่สมาชิกคณะกรรมการให้ลงคะแนนเสียงตรงข้ามได้ และไล่ทุกคนที่โหวตไม่เห็นด้วย รวมถึงลูกชายของตัวเองด้วย
เหตุการณ์ในตอนที่ 6 นี้เองที่แสดงให้เห็นว่าการเมืองและการวางแผนในซีรีส์มีผลลัพธ์ที่แท้จริงและรุนแรง หลังจากจุดนี้ ซีรีส์จะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไม่หันกลับไปมองอดีตอีกเลย หาก “ซีรีส์ Succession” ยังไม่สามารถดึงดูดคุณได้หลังจากตอนนี้ ก็อาจจะไม่มีวันทำได้อีกแล้ว
Succession ยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมตลอด 4 ซีซัน โดยเฉพาะซีซันสุดท้ายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซีซันที่ดีที่สุด ซีรีส์เรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าทำไม HBO จึงเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งซีรีส์คุณภาพ
ควรให้โอกาส “ซีรีส์ Succession” หรือไม่?
เรามองว่าการตัดสินใจว่าจะดู ซีรีส์ Succession ต่อไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความอดทนและประเภทของเรื่องราวที่คุณชื่นชอบเป็นหลัก สำหรับแฟนๆ ซีรีส์ดราม่าเชิงลึกที่ชื่นชอบการวิเคราะห์ตัวละครและพลวัตของอำนาจ ซีรีส์เรื่องนี้มอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร แม้ช่วงเริ่มต้นจะท้าทายอยู่บ้าง แต่การลงทุนเวลาของคุณจะได้รับผลตอบแทนเป็นเรื่องราวที่เข้มข้น บทสนทนาที่เฉียบคม และการแสดงอันยอดเยี่ยมจากทีมนักแสดงทั้งชุด ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจโลกของคนรวยและอำนาจในแง่มุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนตัวคิดว่าการให้โอกาสซีรีส์ที่อาจเริ่มต้นช้าแต่มีศักยภาพสูงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก เพราะคุณอาจพลาดหนึ่งในสุดยอดซีรีส์แห่งยุคที่สะท้อนด้านมืดของความมั่งคั่งและอำนาจได้อย่างถึงแก่นไปอย่างน่าเสียดาย
ที่มา: makeuseof.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สัญญาณไฟรถยนต์ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง และปลอดภัย
- โดนเตารีดนาบ ต้องทำอย่างไร? ปฐมพยาบาลให้ถูกวิธี ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
- แจกฟรี 12 เทมเพลตการ์ดแต่งงาน ลายดอกไม้-ใบไม้ แก้ไขเองได้ เลือกโทนสีได้ตามธีมงาน
- รวม 10 ฟอนต์ภาษาไทยสวย ๆ มีให้เลือกหลายสไตล์ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]