เสียวหมี่ (Xiaomi) เปิดตัว Redmi Note 8 Series รุ่นต่อยอดมาจาก Redmi Note 7 และ Redmi Note 6 Pro ถึง 2 รุ่นในไทย ทั้ง Redmi Note 8 Pro มาพร้อมกับ กล้องหลัง 4 ตัว ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล เกมมิ่งสมาร์ทโฟน ที่เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นที่ 7,999 บาท และ Redmi Note 8 สมาร์ทโฟน 4 กล้อง ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ราคาเริ่มต้นที่ 4,999 บาท วางขายไปช่วงกลางเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

ในบทความนี้เราจะรีวิว Redmi Note 8 Pro ให้ชมกัน โดยรุ่นนี้วางขายในไทย 2 รุ่น คือ RAM 6GB+64GB ในราคา 7,999 บาท และ RAM 6GB+128GB ราคา 8,999 บาท วางขายที่ TGFone, BananaIT, BKK, Kingkong Phone และร้าน Mi Authorized Store ทั่วประเทศ มีให้วางขายทั้งหมด 3 สี คือ Mineral Grey, Pearl White และ Forest Green ส่วนตัวที่เราจะรีวิวให้ดูคือ รุ่นแรม 6GB รอม 128GB

สำรวจตัวเครื่อง

หน้าจอ IPS ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340×1080 พิกเซล) เป็นหน้าจอแสดงผลแบบ Dot Drop มีติ่งสำหรับกล้องหน้า หน้าจอสว่างสูงสุด 500nits อัตราส่วนพื้นที่หน้าจอที่มีมากถึง 91.4% ได้รับมาตรฐานการรับรองการป้องกันแสงสีฟ้า จาก TÜV Rheinland ให้ใช้งานอย่างสบายตาและช่วยป้องกันอาการเมื่อยล้าของดวงตา จอแสดงผลใช้กระจก Gorilla Glass 5 ทั้งหน้าและหลัง และกันน้ำและป้องกันฝุ่นระดับ IP52

กล้องหน้าความละเอียด 20MP,0.9μm,f/2.0 ทำงานควบคู่กับฟีเจอร์ปลดล็อคเครื่องด้วยการสแกนใบหน้าได้อย่างดีเยี่ยม รองรับการถ่ายวีดีโอ 1080p@30fps มีโหลด AI Beautify, AI portrait mode, AI scene detection, AI studio lighting

ด้านล่างเป็นลำโพงของตัวเครื่อง รูไมโครโฟน ช่องต่อ USB Type-C และช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มม.

รองรับ 2 ซิมแบบ nanoSIM (Hybrid Dual SIM) ช่องซิมที่ 2 ต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือใส่ microSD โดยเพิ่มได้สูงสุด 256 GB ส่วนหน่วยความจำภายในตัวเครื่องให้มา 128GB เป็นแบบ UFS2.1

ด้านบนมีไมโครโฟนตัวที่สองและ IR Blaster สำหรับใช้งานเป็นรีโมท

ตัวเครื่องด้านหลังมีความโค้งมนรอบด้าน จับง่าย ถนัดมือ แบตเตอรี่ 4500 mAh รองรับการเล่นเกมได้นาน 10 ชั่วโมง และแถมอะเดปเตอร์ชาร์จเร็ว 18W มาให้ สามารถชาร์จแบตจาก 0-100% ได้ในเวลา 2 ชั่วโมง

ถัดจากกล้องลงไปก็จะเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ สำหรัลปลดล็อคเครื่อง หรือยืนยันการชำละเงิน

กล้องหลัง 4 ตัว ประกอบไปด้วย

  1. 64 MP, f/1.9, 26mm (wide), 1/1.7″, 0.8µm, PDAF
  2. 8 MP, f/2.2, 13mm (ultrawide), 1/4″, 1.12µm กล้อง ultra-wide angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างได้สวยสมบูรณ์แบบและกว้างถึง 120 องศา
  3. 2 MP, f/2.4, 1/5″, 1.75µm สำหรับถ่าย macro
  4. 2 MP, f/2.4, 1/5″, 1.75µm, depth sensor

ในโหมด 64 ล้านพิกเซล มาทำสื่อสิ่งพิมพ์ได้จนมีขนาดใหญ่ถึง 3.26 เมตรเลยทีเดียว รองรับการถ่ายวีดีโอ 2160p@30fps, 1080p@30/60/120fps, 720p@960fps, gyro-EIS

ซอฟท์แวร์

Redmi Note 8 Pro มาพร้อมกับ Android 9.0 (Pie) ครอบด้วย MIUI 10 ที่มีปรับปรุงหน้าตาใหม่ สวยงามขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น เบาขึ้น ใช้งานได้ลื่นไหลยิ่งขึ้นถึง 10% หน้าตาหลายส่วนมีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น Recent Apps จะแสดงแอพที่เคยใช้งานสองแถว สามารถกดปิด หรือสลับแอพได้สะดวกขึ้น หน้าแจ้งเตือนที่ออกแบบใหม่ ดูง่ายขึ้น กดปิดง่ายขึ้น อ่านข้อความที่แจ้งเตือนได้สะดวกขึ้น

ใช้ชิป MediaTek Helio G90T ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล CPU Octa-core ความเร็วสูงสุด 2.05 GHz และเทคโนโลยีหน่วยประมวลผลกราฟฟิกล่าสุด GPU Arm Mali-G76 3EEMC4  ให้ความถี่สูงสุด 800MHz และ AI อัดแน่นถึง 1 TMACs

เมนูตั้งค่ามีการจัดเรียงเมนูใหม่ โดยเมนูที่เรามักจะใช้งานบ่อยๆ จะอยู่บนสุด ส่วนอันที่ไม่ค่อยใช้จะอยู่ล่างสุด แรกๆ อาจจะมึนหน่อย เพราะมันเรียงไม่เหมือนเดิม แต่ยืนยันว่าสะดวกยิ่งขึ้นแน่นอน

ตัวเครื่องมี IR Blaster มาให้ ทำงานคู่กับแอพรีโมท ช่วยให้เราสามารถใช้ Redmi Note 8 Pro เป็นรีโมทสำหรับเปิด-ปิด หรือสั่งงานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ในบ้านเราได้ การตั้งค่าก็ง่ายมากๆ แค่เลือกประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้า แล้วเลือกรุ่น จากนั้นกดปุ่มเพื่อทดสอบ หากกดแล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานก็กดตกลง หากไม่ได้ก็เปลี่ยนปุ่มไปเรื่อยๆ

ในแง่ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยของตัวเครื่องให้มาครบทั้งปลดล็อคแบบสแกนนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังเครื่อง และปลดล็อคเครื่องด้วยใบหน้า การตั้งค่าสะดวกง่ายดาย สแกนติดมากมากๆ ทั้งสแกนนิ้วมือและสแกนใบหน้า ความเร็วไม่แพ้เรือธงราคาแพงๆ อย่างแน่นอน

นอกจากปลดล็อคเครื่องด้วยใบหน้าและสแกนนิ้วมือ ก็สามารถปลดล็อคด้วยอุปกรณืบลูทูธที่เคยเชื่อมต่อไว้ได้ด้วย ส่วนแบตเตอรี่รุ่นนี้ ให้มา 4,500 mAh ในกล่องจะแถมอะเดปเตอร์ชาร์จไว 18W ซึ่งชาร์จเต็มภายในเวลา 2 ชั่วโมง

การจัดการแบตเตอรี่ทำได้ดี ในภาพจะเห็นว่าเปิดเครื่องมาแล้ว 1 วัน 17 ชั่วโมง หน้าจอถูกเปิดใช้งานนิดหน่อย สแตนบายซะเยอะ แต่ก็ถือทำว่าได้ดี

การแสดงผลภาษาไทย และการเล่นเว็บด้วย Google Chrome ทำได้ดีมาก ลื่นไหนไม่มีสะดุด โหลดหน้าเว็บได้เร็ว แสดงผลถูกต้อง เวลาเลื่อนหน้าจอไม่มีหน่วงหรือกระตุกเลย

ในแง่การรับชอบหนัง ฟังเพลงทำได้ดี เสียงลำโพงดัง โทนเสียงเน้นออกไปทางเสียงกลางไปทางแหลม ดูวีดีโอที่ความละเอียด Full HD ได้

ในแง่การเล่นเกม ได้ทดสอบกับเกม PUBG Mobile ตัวเกมแนะนำให้ปรับความละเอียดกราฟฟิกเป็น HD และเฟรมเรทเป็น Ultra เท่าที่ทดสอบกราฟฟิกที่ความละเอียด HD และ HDR HD ความลื่นไม่แตกต่างกันเท่าไหร่

ที่สำคัญเขามีระบบระบายความร้อน LiquidCool ช่วยให้เครื่องไม่ร้อนเวลาเล่นเกม สามารถลดความร้อนได้ 4-6 องศาเลยทีเดียว เล่นได้ยาวๆ 10 ชั่วโมงสบาย

ตัวอย่างภาพถ่าย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here