Louise Linehan นักการตลาดเนื้อหาจาก Ahrefs ได้รวบรวมเทรนด์สำคัญในวงการการค้นหาด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Search) โดยอ้างอิงจากข้อมูลปริมาณการค้นหาและบทสนทนาในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของนักการตลาดดิจิทัลยุคปัจจุบัน
⏱ ใช้เวลาอ่านประมาณ 9 นาที
1. ความต้องการรายงานผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของ AI ที่เพิ่มขึ้น
นักการตลาดต้องการทราบว่าแบรนด์ของตนได้รับคำแนะนำในการตอบคำถามของ AI หรือไม่ ส่งผลให้ความต้องการเครื่องมือติดตามผลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคำค้นอย่าง “ai search tracking” โตขึ้น 184% ขณะที่ Google ได้เพิ่มรายงานประสิทธิภาพ AI ใน Search Console ซึ่งเน้นการแสดงผลการมองเห็นใน AI Overviews และ AI Mode แต่ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากแสดงเพียงข้อมูลการมองเห็น (Impressions) โดยไม่แสดงข้อมูลการคลิกหรือคำค้นหาที่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเริ่มตั้งคำถามถึงคุณค่าที่แท้จริงของการถูกอ้างอิง (AI Citation) โดย Wil Reynolds ได้แบ่งปันผลการทดลองที่พบว่า แม้การอ้างอิงจาก ChatGPT มายังเว็บไซต์ของเขาจะเพิ่มขึ้นถึง 1,900% ในเวลาหนึ่งเดือน แต่กลับส่งผลต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นักการตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนจากการนับจำนวนการเอ่ยถึง มาเป็นการประเมินปริมาณการเข้าชมและการแปลงเป็นลูกค้าจริง

2. การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อรองรับ AI Agent
ผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวนมากในปัจจุบันไม่ใช่คน แต่เป็น AI Agent ที่เข้ามาค้นหาและดำเนินการแทนมนุษย์ Matthew Prince ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Cloudflare เปิดเผยในเดือนมิถุนายน 2026 ว่าปริมาณการเข้าชมจากบอตหรือ AI Agent คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของปริมาณการเข้าชมอินเทอร์เน็ตทั้งหมดเป็นครั้งแรก
สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการปรับแต่งหน้าเว็บเพื่อให้ AI อ่านและประมวลผลได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้ไฟล์ llms.txt และการปรับแต่ง Accessibility Tree นอกจากนี้ ทีมงาน Google Chrome ยังได้เปิดตัวคุณสมบัติทดลองใน Chrome Lighthouse เพื่อประเมินความพร้อมของหน้าเว็บสำหรับการทำงานของ AI Agent อีกด้วย

3. การปรับตัวรับมือกับปริมาณการเข้าชมที่ลดลง
การที่ระบบ AI ตอบคำถามได้ทันทีบนหน้าผลการค้นหา ส่งผลให้ปริมาณการคลิกไปยังเว็บไซต์ลดลง นักการตลาดจึงเริ่มหันมาใช้วิธีการวิเคราะห์และวางกลยุทธ์รับมือการค้นหาแบบ Zero-click มากขึ้น ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศได้เริ่มเข้ามาตรวจสอบ Google โดยศาลในเมืองมิวนิกมีคำตัดสินว่า AI Overviews ถือเป็นคำพูดของ Google เอง ไม่ใช่ผลการค้นหาที่เป็นกลาง ทำให้บริษัทต้องรับผิดชอบทางกฎหมายหากข้อมูลมีความผิดพลาด
4. ข้อถกเถียงเรื่องนิยาม GEO, AEO และ SEO
วงการการตลาดตอบรับคำศัพท์ใหม่ ๆ เช่น GEO (Generative Engine Optimization) และ AEO (Agentic Engine Optimization) อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของเทคนิคเหล่านี้ยังเป็นที่ถกเถียง โดย Jan-Willem Bobbink ได้เปิดเผยการศึกษาทดสอบเทคนิค GEO บน AI สามระบบ ซึ่งพบว่าเพจที่ผ่านการปรับแต่งตามคำแนะนำ กลับได้รับการอ้างอิงน้อยกว่าเพจดั้งเดิมที่ไม่ได้ปรับแต่งใด ๆ
5. การฟื้นตัวของ Programmatic SEO ยุค AI
แม้ Programmatic SEO ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ AI ช่วยให้การสร้างเนื้อหาจำนวนมากทำได้ง่ายขึ้น คำค้นหาเกี่ยวกับการสร้างเนื้อหาอัตโนมัติจึงปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยง โดย Lily Ray พบว่ามีบริษัทมากกว่า 70 แห่งถูกลดอันดับในอัปเดตอัลกอริทึมของ Google ในช่วงต้นปี 2026 เนื่องจากสร้างหน้าเว็บเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ
ในทางกลับกัน Ryan Law ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหาของ Ahrefs เสนอทางเลือกในการขยายขอบเขตด้วยการสร้างเครื่องมือให้ใช้งานฟรี เช่น เครื่องคำนวณ หรือตัวแปลงไฟล์ ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถสรุปทดแทนได้ง่าย และยังคงดึงดูดผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี
คำถามที่พบบ่อย
การปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยเทคนิค GEO ได้ผลจริงหรือไม่
จากการศึกษาของ Jan-Willem Bobbink พบว่าการปรับแต่งหน้าเว็บตามเช็กลิสต์ GEO ไม่ได้ช่วยเพิ่มอัตราการอ้างอิงเสมอไป และในบางกรณีเพจดั้งเดิมที่ไม่ได้ปรับแต่งกลับได้รับอ้างอิงในสัดส่วนที่สูงกว่า
การทำ Programmatic SEO มีความเสี่ยงอย่างไรในปัจจุบัน
การเร่งสร้างหน้าเว็บจำนวนมากด้วย AI เสี่ยงต่อการถูก Google ลดอันดับ โดย Lily Ray ระบุว่ามีบริษัทมากกว่า 70 แห่งถูกบทลงโทษจากอัปเดตอัลกอริทึมของ Google เนื่องจากเน้นสร้างเนื้อหาเชิงปริมาณ
ที่มา: ahrefs.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- วิธีแปลงตัวชี้วัด SEO เป็นภาษาธุรกิจเพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
- โค้ดดิ้งสำหรับนักการตลาด AI จำเป็นต้องเขียนโค้ดเองเสมอไปจริงหรือ
- Schema Markup มีผลต่ออันดับการจัดอันดับบน Google จริงหรือ
- กลยุทธ์ SEO เครื่องมือฟรีพลิกโฉมการจัดอันดับบน Google ได้อย่างไร
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]