ผู้บริหารระดับสูงมักตั้งข้อสงสัยหรือไม่เชื่อมั่นในตัวชี้วัดที่ตนเองไม่เข้าใจหรือไม่สามารถนำไปตัดสินใจทางธุรกิจได้ สำหรับคนทำงานด้านการตลาด การจัดอันดับ ทราฟฟิก และยอดคลิกอาจเป็นข้อมูลที่มีความหมาย แต่สำหรับฝ่ายบริหารที่ได้รับการฝึกฝนให้มองเรื่องส่วนแบ่งการตลาดและผลตอบแทนจากการลงทุน ข้อมูลเชิงเทคนิคเหล่านี้อาจดูไม่ตรงประเด็น การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดทาง SEO ให้เทียบเท่ากับตัวชี้วัดทางธุรกิจหรือระดับ MBA จึงช่วยให้การรายงานผลมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากขึ้น
⏱ ใช้เวลาอ่านประมาณ 8 นาที
1. ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) เทียบกับ Share of Voice
ส่วนแบ่งการตลาดคือสัดส่วนรายได้หรือความต้องการในตลาดที่ธุรกิจได้รับเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผู้บริหารใช้ตัดสินความสำเร็จของกลยุทธ์ แม้ SEO จะไม่มีเครื่องมือวัดส่วนแบ่งการตลาดโดยตรง แต่งานวิจัยพบว่า Share of Voice หรือสัดส่วนคลิกการค้นหาแบบออร์แกนิกที่แบรนด์ได้รับเมื่อเทียบกับคู่แข่ง มีความสัมพันธ์อย่างมากกับส่วนแบ่งการตลาด โดยคิดเป็นประมาณร้อยละ 83 ของส่วนแบ่งการตลาดตามงานวิจัยของ James Hankins การรายงานด้วย Share of Voice จึงช่วยตอบคำถามว่าธุรกิจกำลังช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดได้มากน้อยเพียงใด
2. อัตราการเติบโตของรายได้ เทียบกับ Organic Traffic Value
การระบุว่ารายได้ของบริษัทมาจากช่องทาง SEO โดยตรงทำได้ยากขึ้น เนื่องจากการค้นหาในปัจจุบันมีความซับซ้อนและการค้นหาผ่านระบบ AI มักไม่ส่งยอดคลิกกลับมาโดยตรง ทางเลือกที่เหมาะสมคือการใช้มูลค่าทราฟฟิกออร์แกนิก (Organic Traffic Value) ซึ่งแสดงมูลค่าเป็นตัวเงินว่า หากต้องซื้อโฆษณาเพื่อให้ได้ยอดการเข้าชมในระดับเดียวกันจะต้องใช้เงินเท่าใด ตัวเลขนี้ช่วยให้ฝ่ายบริหารเห็นภาพผลตอบแทนในรูปแบบมูลค่าทางการเงินที่จับต้องได้

3. การเจาะตลาด (Market Penetration) เทียบกับ Share of Traffic Value
ทราฟฟิกที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังแย่งส่วนแบ่งจากคู่แข่งได้เสมอไป เพราะตลาดโดยรวมอาจกำลังขยายตัว เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง ควรตรวจสอบแนวโน้มความต้องการในกลุ่มคำค้นหาทั้งหมดเพื่อดูวงจรชีวิตของตลาด และใช้ตัวชี้วัดสัดส่วนมูลค่าทราฟฟิก (Share of Traffic Value: SoTV) เพื่อดูว่าแบรนด์สามารถครอบครองมูลค่าโอกาสในตลาดได้กี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
4. มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (CLV) เทียบกับสัญญาณการมีส่วนร่วม
การวัดความคุ้มค่าของการรักษาลูกค้าจากช่องทางค้นหาสามารถประเมินได้จากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน เช่น ระยะเวลาที่อยู่บนเว็บไซต์ จำนวนหน้าที่เปิดอ่านต่อครั้ง หรืออัตราการซื้อซ้ำในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หากผู้ใช้งานจากช่องทางออร์แกนิกมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกว่าและมียอดสั่งซื้อเฉลี่ยสูงกว่า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยสะท้อนคุณภาพของกลุ่มลูกค้าในลักษณะเดียวกับตัวชี้วัด CLV
5. ความต้องการในตัวแบรนด์ (Brand Demand) เทียบกับ Branded Search
ยอดการค้นหาชื่อแบรนด์โดยตรง (Branded Search) สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกิจกรรมการตลาดภายนอก เช่น การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา และการบอกต่อ เมื่อมีผู้ค้นหาชื่อแบรนด์เพิ่มขึ้น ย่อมแสดงว่าเกิดความต้องการในตัวแบรนด์ การรักษาอันดับที่ดีบนคำค้นหาชื่อแบรนด์ตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางธุรกิจหรือตกเป็นเป้าหมายของคู่แข่ง
ทั้งนี้ ตัวชี้วัด SEO ทั้งหมดถือเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางและความสัมพันธ์เชิงสถิติ ไม่ใช่การการันตีผลลัพธ์ทางธุรกิจแบบเบ็ดเสร็จ การนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและชี้แจงข้อจำกัดจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือต่อหน้าฝ่ายบริหารได้ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
เหตุใดผู้บริหารจึงมักไม่ให้ความสำคัญกับยอดคลิกหรืออันดับ SEO ทั่วไป
เนื่องจากผู้บริหารคุ้นเคยกับการประเมินผลผ่านตัวชี้วัดทางการเงินและธุรกิจ เช่น ส่วนแบ่งการตลาด และผลตอบแทนจากการลงทุน ข้อมูลเชิงเทคนิคอย่างอันดับและยอดคลิกจึงไม่สามารถบอกได้โดยตรงว่าธุรกิจกำลังได้เปรียบในการแข่งขันหรือสร้างรายได้จริงหรือไม่
Share of Voice ในงาน SEO มีความสำคัญอย่างไรต่อส่วนแบ่งการตลาด
งานวิจัยระบุว่า Share of Voice หรือสัดส่วนการคลิกจากการค้นหาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับส่วนแบ่งการตลาดถึงประมาณร้อยละ 83 ทำให้ใช้เป็นตัวชี้วัดแนวโน้มการเติบโตของส่วนแบ่งการตลาดได้
Organic Traffic Value คืออะไร
คือการคำนวณมูลค่าของทราฟฟิกออร์แกนิกที่เว็บไซต์ได้รับออกมาเป็นจำนวนเงิน โดยเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายหากใช้การยิงโฆษณาเพื่อให้ได้ทราฟฟิกในระดับเดียวกัน
ที่มา: ahrefs.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- 5 เทรนด์สำคัญด้าน AI Search จากข้อมูลการค้นหาและพฤติกรรมการตลาดล่าสุด
- โค้ดดิ้งสำหรับนักการตลาด AI จำเป็นต้องเขียนโค้ดเองเสมอไปจริงหรือ
- Schema Markup มีผลต่ออันดับการจัดอันดับบน Google จริงหรือ
- กลยุทธ์ SEO เครื่องมือฟรีพลิกโฉมการจัดอันดับบน Google ได้อย่างไร
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]