Skip to content

เจาะลึก! พรอมต์ AI แบบไหนถึงทำให้แบรนด์คุณเด่นในผลลัพธ์ LLM มากที่สุด?

Brand Bias in Prompts: An Experiment

ในโลกของการตลาดดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) อย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจว่าแบรนด์ของคุณจะปรากฏและเป็นที่จดจำได้อย่างไรในผลลัพธ์ของ AI ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่าการแยกแยะระหว่างคีย์เวิร์ดแบบมีแบรนด์ (branded) และไม่มีแบรนด์ (non-branded) ในการค้นหาแบบดั้งเดิม นักการตลาดต้องเริ่มมองไปที่อิทธิพลของการกล่าวถึงแบรนด์ในพรอมต์ (Prompt) ที่ใช้กับ AI Moz ได้ทำการทดลองที่น่าสนใจเพื่อสำรวจว่าการใช้พรอมต์รูปแบบต่างๆ มีผลต่อการมองเห็นแบรนด์ใน AI อย่างไร และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นสิ่งที่นักการตลาดทุกคนไม่ควรมองข้าม

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาท: ทำไมการมองเห็นแบรนด์ถึงสำคัญยิ่งกว่าเดิม?

ในอดีต เราเข้าใจดีว่าการแยกวิเคราะห์ประสิทธิภาพของคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์โดยตรงกับคีย์เวิร์ดทั่วไปนั้นมีความสำคัญ แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคของ AI และ LLM ที่มุ่งเน้นการวัดผลที่กว้างกว่าแค่ลิงก์หรือการอ้างอิง ไปจนถึงการรับรู้แบรนด์โดยรวม การกล่าวถึงแบรนด์ในพรอมต์จึงยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น การตั้งคำถามแบบภาษาธรรมชาติอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘มีแบรนด์’ และ ‘ไม่มีแบรนด์’ ไม่ชัดเจนอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณถาม AI ว่า “ใครคือผู้ผลิตรถยนต์หรูที่แพงที่สุด?” แม้ในคำถามจะไม่มีการระบุแบรนด์ใดๆ แต่คำตอบที่ AI นำเสนอออกมากลับเต็มไปด้วยชื่อแบรนด์ดัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำถามปลายเปิดก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการปรากฏของแบรนด์ได้ตามธรรมชาติ

เจาะลึกประเภทของพรอมต์ AI: Brand, Soft-brand และ Non-brand

ในการทำความเข้าใจถึงอิทธิพลของพรอมต์ที่มีต่อการมองเห็นแบรนด์ใน AI ทีมนักวิจัยจาก Moz ได้ทำการทดลองโดยแบ่งพรอมต์ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 100 พรอมต์ โดยใช้หัวข้อ “seo tools” และแบรนด์ที่ถูกคัดเลือกไว้ล่วงหน้า ผลการทดลองนี้ช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น:

  • พรอมต์แบบระบุแบรนด์ (Brand Prompts): พรอมต์ในกลุ่มนี้มีการระบุชื่อแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นั้นๆ โดยตรง ตัวอย่างเช่น “Can I see historical Domain Authority data in the Moz dashboard?” หรือ “Is Moz or Semrush better for a beginner in SEO?” พรอมต์เหล่านี้อาจรวมถึงชื่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งเมตริกที่มีแบรนด์เป็นเจ้าของ
  • พรอมต์แบบกึ่งระบุแบรนด์ (Soft-brand Prompts): กลุ่มนี้คือพรอมต์ที่ไม่ได้ระบุชื่อแบรนด์โดยตรง แต่เป็นคำถามปลายเปิดที่ตามธรรมชาติของหัวข้อแล้วมักจะนำไปสู่การกล่าวถึงแบรนด์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น “Are premium search suites worth the investment for a small blog?” หรือ “Can I use a tool to find the most popular questions in my niche?” แม้จะไม่มีการระบุชื่อ แต่คำถามเหล่านี้ก็สร้าง “อคติแบบกึ่งแบรนด์” ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
  • พรอมต์แบบไม่ระบุแบรนด์ (Non-brand Prompts): เพื่อให้ได้พรอมต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแบรนด์มากที่สุด กลุ่มนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นคำถามกว้างๆ เชิงข้อมูลที่ “อยู่ติดกับเครื่องมือ” มากกว่าการระบุเครื่องมือโดยตรง ตัวอย่างเช่น “How do you measure the organic search visibility of a new website?” หรือ “What is the best way to handle a sudden drop in rankings?” พรอมต์เหล่านี้ถูกเรียกว่า “true non-brand prompts” ซึ่งเส้นแบ่งระหว่าง non-brand และ soft-brand นั้นค่อนข้างคลุมเครือและขึ้นอยู่กับหัวข้อเป็นอย่างมาก

ผลการทดลองที่น่าทึ่ง: พรอมต์แบบไหนสร้างการรับรู้แบรนด์ใน LLM ได้ดีที่สุด?

การทดลองนี้ได้รวบรวมคำตอบจาก Gemini-3-Flash ผ่าน Vertex API และได้เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างประเภทของพรอมต์กับการปรากฏและการกล่าวถึงแบรนด์ในผลลัพธ์ของ AI:

  • การปรากฏของแบรนด์ (Brand Presence): นี่คือการวัดว่ามีแบรนด์ใดปรากฏในผลลัพธ์ของ AI หรือไม่ (ไม่ว่ากี่ครั้งก็ตาม)
    • พรอมต์แบบระบุแบรนด์: 100% ของพรอมต์ทั้งหมดส่งผลให้มีการกล่าวถึงแบรนด์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในผลลัพธ์
    • พรอมต์แบบไม่ระบุแบรนด์: ลดลงเกือบครึ่ง เหลือ 53%
    • พรอมต์แบบกึ่งระบุแบรนด์: มีการปรากฏของแบรนด์อยู่ตรงกลางระหว่างสองประเภทแรก ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าการมีอคติกับแบรนด์ในหัวข้อ (เช่น “seo tools”) ทำให้ตัวเลขโดยรวมค่อนข้างสูง
  • จำนวนการกล่าวถึงแบรนด์โดยรวม (Total Brand Mentions): ผลลัพธ์ในส่วนนี้ยิ่งน่าสนใจกว่า โดยเฉลี่ยแล้วพรอมต์แต่ละประเภทก่อให้เกิดการกล่าวถึงแบรนด์ดังนี้:
    • พรอมต์แบบระบุแบรนด์: เฉลี่ย 14.5 ครั้ง ต่อพรอมต์
    • พรอมต์แบบกึ่งระบุแบรนด์: เฉลี่ย 1.68 ครั้ง ต่อพรอมต์
    • พรอมต์แบบไม่ระบุแบรนด์: เฉลี่ย 0.79 ครั้ง ต่อพรอมต์ (น้อยกว่า 1 ครั้ง)

ผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการ “ใส่” แบรนด์เข้าไปในพรอมต์ไม่เพียงแต่เกือบจะรับประกันว่าแบรนด์จะถูกกล่าวถึง แต่ยังผลักดันให้เกิดการกล่าวถึงแบรนด์นั้น (และคู่แข่ง) ซ้ำๆ หลายครั้งอีกด้วย การเลือกใช้คำในพรอมต์หรือแม้แต่หัวข้อที่เลือกใช้ในการถาม สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิธีที่ LLM จะนำเสนอแบรนด์ของคุณออกมา

สรุปแล้ว นักการตลาดควรปรับกลยุทธ์อย่างไรในยุค AI?

จากผลการทดลองนี้ เราจะเห็นได้ว่าการทำความเข้าใจถึงอคติของแบรนด์ในโลกของ AI นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าแค่การแบ่งแบบ “มีแบรนด์” หรือ “ไม่มีแบรนด์” นักการตลาดจำเป็นต้องพิจารณาสเปกตรัมของอคติแบรนด์ทั้งหมด ซึ่งรวมถึง “กึ่งระบุแบรนด์” ด้วย เพื่อให้การติดตามและสร้างพรอมต์ของเราสะท้อนเจตนาการค้นหาของผู้ใช้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของภาษาธรรมชาติ การตระหนักรู้และการกระจายความเสี่ยงจึงเป็นกุญแจสำคัญ เช่นเดียวกับการที่เราแยกคีย์เวิร์ดมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์ในการค้นหาแบบทั่วไป การทำความเข้าใจว่าพรอมต์แบบ Brand, Soft-brand และ Non-brand มีอิทธิพลต่อการมองเห็นแบรนด์ใน AI ของคุณได้อย่างไร จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวางกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในอนาคต

ที่มา: moz.com