Skip to content

บาดแผลในวัยเด็กเชื่อมโยงกับแนวคิดคนขาวเป็นใหญ่และความรุนแรงสุดโต่งอย่างไร

What Does Childhood Trauma Have to Do With White Supremacy?

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เชื่อมโยงกับแนวคิดสุดโต่ง เช่น กรณีกราดยิงในมัสยิดที่เมืองซานดิเอโกเมื่อปี 2026 ซึ่งมีเยาวชนถูกตั้งข้อหาและเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์นาซี นำไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับปัจจัยเบื้องหลังของพฤติกรรมความรุนแรง เวนดี บี. สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมสงเคราะห์คลินิก ได้รวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า บาดแผลในวัยเด็กหรือประสบการณ์เลวร้ายในวัยเยาว์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกลุ่มผู้มีแนวคิดสุดโต่ง โดยเฉพาะกลุ่มขวาจัดและกลุ่มคนขาวเป็นใหญ่

⏱ ใช้เวลาอ่านประมาณ 9 นาที

สถิติการเผชิญความรุนแรงและบาดแผลในวัยเยาว์

เยาวชนที่ก่อคดีและบุคคลที่เข้าร่วมกลุ่มสุดโต่งมักมีประวัติเผชิญประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กในอัตราที่สูงกว่าประชากรทั่วไป งานวิจัยของวินดิชเมื่อปี 2022 ระบุว่า ร้อยละ 96 ของผู้กระทำผิดในระบบยุติธรรมเยาวชนของรัฐฟลอริดาเคยเผชิญประสบการณ์เลวร้ายอย่างน้อยหนึ่งประเภท และร้อยละ 40 เคยเผชิญสี่ประเภทขึ้นไป

ในกลุ่มผู้มีแนวคิดคนขาวเป็นใหญ่พบข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยงานวิจัยพบว่าร้อยละ 65 ของกลุ่มตัวอย่างเคยถูกทารุณกรรมหรือละเลยในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการถูกทำร้ายร่างกาย ละเลยทางอารมณ์ หรือล่วงละเมิดทางเพศ และหนึ่งในสามเคยเผชิญประสบการณ์เหล่านี้ตั้งแต่สามประเภทขึ้นไป โดยผู้ถูกศึกษาระบุว่าการถูกละเลยทางอารมณ์และการขาดการสนับสนุนเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดอย่างยิ่ง

บาดแผลในวัยเด็ก

ความแตกต่างระหว่างกลุ่มขวาจัดและกลุ่มซ้ายจัด

งานวิจัยโดยโลแกนและคณะเมื่อปี 2024 พบว่า กลุ่มผู้มีแนวคิดขวาจัดมีอัตราการเผชิญบาดแผลในวัยเด็กสะสมและความรุนแรงของบาดแผลสูงกว่ากลุ่มซ้ายจัดอย่างชัดเจน สมาชิกกลุ่มขวาจัดมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมาตั้งแต่วัยรุ่น ซึ่งแนวคิดขวาจัดที่ปฏิเสธความเท่าเทียมและลดทอนความเป็นมนุษย์ของกลุ่มคนอื่น สอดคล้องกับกลไกการรับมือกับปัญหาชีวิตของบุคคลที่คุ้นชินกับความก้าวร้าวและความขัดแย้ง

ในทางตรงกันข้าม สมาชิกกลุ่มซ้ายจัดส่วนใหญ่ไม่ได้รับการหล่อหลอมความรุนแรงในวัยเด็ก และมักไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว แต่ตอบสนองต่อการขาดการสนับสนุนทางอารมณ์ด้วยการถอนตัวจากสังคมและความรู้สึกแปลกแยกแทน

บาดแผลในวัยเด็ก

กลไกทางจิตวิทยาและการขาดความเห็นอกเห็นใจ

นักวิจัยพบการตอบสนองร่วมกันสามประการในกลุ่มผู้มีแนวคิดสุดโต่งที่ผ่านบาดแผลในวัยเด็ก ได้แก่ ความรู้สึกถูกทรยศและไม่สามารถไว้ใจผู้อื่นได้ การโทษตนเองเพื่อสร้างความรู้สึกว่ายังควบคุมสถานการณ์ได้ และความโกรธที่แปรเปลี่ยนเป็นการกระทำรุนแรงเพื่อปกป้องตนเองจากความอับอาย

นอกจากนี้ การเผชิญความเจ็บปวดจากการถูกทารุณกรรมยังนำไปสู่ลักษณะด้านชาทางอารมณ์ ซึ่งรวมถึงการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการไร้ความรู้สึกผิด การตัดขาดความผูกพันทางอารมณ์เช่นนี้ถูกใช้เป็นเกราะป้องกันตนเองจากความเจ็บปวด แต่ในทางกลับกันก็ส่งผลให้บุคคลดังกล่าวสามารถทำร้ายผู้อื่นได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเหยื่อ

บาดแผลสะสมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอุดมการณ์

จากการสัมภาษณ์อดีตสมาชิกกลุ่มคนขาวเป็นใหญ่รายหนึ่งซึ่งเคยต้องโทษจำคุกในคดีฆาตกรรมตั้งแต่อายุ 16 ปี พบว่าเขาเผชิญบาดแผลในวัยเด็กถึงหกด้าน ทั้งการถูกล่วงละเมิดทางเพศ การถูกทอดทิ้งทางอารมณ์ และมารดาติดสารเสพติด เขาถูกชักจูงเข้ากลุ่มเกลียดชังตั้งแต่อายุสิบปี โดยให้เหตุผลว่าการเข้าร่วมกลุ่มดังกล่าวเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำร้ายความรู้สึกของแม่เพื่อตอบโต้ความเจ็บปวดที่ตนเองได้รับ

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า การเข้าสู่อุดมการณ์สุดโต่งของบุคคลจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการสะสมของบาดแผลในวัยเด็ก โดยกลุ่มเกลียดชังได้กลายเป็นพื้นที่รองรับความคับแค้นและความผิดหวังในชีวิตที่แท้จริงของบุคคลเหล่านั้น

คำถามที่พบบ่อย

บาดแผลในวัยเด็กส่งผลต่อการเข้าร่วมกลุ่มขวาจัดอย่างไร

งานวิจัยระบุว่าผู้ที่เผชิญความรุนแรงหรือการละเลยในวัยเด็กมักเรียนรู้ที่จะรับมือกับปัญหาด้วยความก้าวร้าว ซึ่งอุดมการณ์ขวาจัดที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นตอบสนองต่อกลไกป้องกันตนเองและความโกรธของคนกลุ่มนี้

กลุ่มขวาจัดและกลุ่มซ้ายจัดมีประวัติบาดแผลในวัยเด็กต่างกันอย่างไร

กลุ่มขวาจัดมีอัตราและความรุนแรงของบาดแผลในวัยเด็กสะสมสูงกว่า และมักแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวตั้งแต่วัยรุ่น ขณะที่กลุ่มซ้ายจัดมักตอบสนองต่อการขาดการสนับสนุนทางอารมณ์ด้วยการถอนตัวจากสังคมและความแปลกแยกมากกว่าการใช้ความรุนแรง

ที่มา: psychologytoday.com