Skip to content

คณะผู้เชี่ยวชาญชี้ บริษัทควรให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตในที่ทำงานมากขึ้น เพื่อสร้างองค์กรที่ยั่งยืน

Panel: Prioritize mental health wellness at work - NH Business Review

ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เราคงได้ยินคำว่า ‘สุขภาพจิต‘ บ่อยขึ้นนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องของ สุขภาพจิตในที่ทำงาน ที่กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย ไม่ใช่แค่ในวงการแพทย์หรือสาธารณสุข แต่ยังรวมไปถึงภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ ด้วย ล่าสุดก็มีคณะผู้เชี่ยวชาญออกมารวมตัวกันเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังในองค์กร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและมีผลกระทบมากกว่าที่เราคิดเยอะเลย

ทำไมสุขภาพจิตของพนักงานถึงสำคัญกับองค์กร?

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในมุมขององค์กรแล้วมันเกี่ยวข้องกันโดยตรงเลยครับ เพราะพนักงานที่สุขภาพจิตดี ย่อมส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ ลองนึกภาพดูว่า ถ้าพนักงานคนหนึ่งกำลังเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ เขาจะสามารถทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มที่ไหม? แน่นอนว่ายาก

จริงๆ แล้วการดูแล สุขภาพจิตในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่การทำเพื่อพนักงานเท่านั้น แต่มันคือการลงทุนเพื่อความยั่งยืนขององค์กรด้วยซ้ำ เพราะเมื่อพนักงานรู้สึกได้รับการดูแล มีความสุขในการทำงาน พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจในการทำงานสูงขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ลดอัตราการลาออกของพนักงาน และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีในระยะยาวได้

องค์กรจะดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงานได้อย่างไรบ้าง?

จากที่คณะผู้เชี่ยวชาญได้พูดคุยกัน ก็พอจะสรุปแนวทางปฏิบัติที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยครับ แค่ต้องเริ่มจากการตระหนักรู้และลงมือทำอย่างจริงจังเท่านั้นเอง ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง:

  • นโยบายที่ชัดเจน: องค์กรควรมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการสนับสนุนและส่งเสริมสุขภาพจิตของพนักงาน เช่น มีช่องทางให้ปรึกษา หรือการลาป่วยทางใจโดยไม่ต้องกังวล
  • สร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง: ส่งเสริมให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุยเรื่องปัญหาสุขภาพจิตโดยไม่ถูกตัดสิน หรือรู้สึกแปลกแยก เพราะบางทีแค่ได้ระบายก็ช่วยได้เยอะแล้ว
  • สนับสนุน Work-Life Balance: การทำงานที่หนักเกินไปโดยไม่มีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอคือสาเหตุหลักๆ ของปัญหาสุขภาพจิต องค์กรควรส่งเสริมให้พนักงานรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน
  • ให้การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ: จัดหาหรือแนะนำช่องทางให้พนักงานสามารถเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตกับผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์
  • การฝึกอบรมผู้บริหาร: ผู้บริหารและหัวหน้างานควรได้รับการอบรมให้มีความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิต เพื่อให้สามารถสังเกตสัญญาณปัญหาของพนักงาน และให้การสนับสนุนเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม

มุมมองจากเราต่อสุขภาพจิตกับการทำงาน

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงานไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วก็ไป แต่มันคือแกนหลักสำคัญในการสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบันเลยนะ การที่คณะผู้เชี่ยวชาญออกมาเน้นย้ำเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าสังคมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลคนในองค์กรอย่างรอบด้านมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องผลประกอบการอย่างเดียว การลงทุนในสุขภาพจิตของพนักงานคือการลงทุนที่คุ้มค่าและส่งผลดีในระยะยาว ทั้งต่อตัวพนักงานและองค์กรเอง ใครที่อยู่ในฐานะผู้บริหาร ลองเอาแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับ อาจเห็นผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดก็ได้.

ที่มา: news.google.com