
วงการเทคโนโลยีเจอประเด็นร้อนอีกแล้วครับท่านผู้อ่าน! ล่าสุดมีรายงานออกมาว่าแอปพลิเคชันคู่หูสำหรับแว่นตาอัจฉริยะของ Meta ที่คนใช้ Ray-Ban Meta กันอยู่เนี่ย มีโค้ดที่เกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ การจดจำใบหน้า แฝงอยู่ แม้ว่าตอนนี้มันจะยังไม่ถูกเปิดใช้งานก็ตาม ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันก็ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความเป็นส่วนตัวขึ้นมาอีกครั้งแหละนะ
ฟีเจอร์ “NameTag” ที่แอบซ่อนอยู่คืออะไร?
ตามข้อมูลที่นักวิจัยไปเจาะโค้ดมา ฟีเจอร์นี้ชื่อว่า “NameTag” ครับ ซึ่งถูกฝังอยู่ในแอป Meta AI มาตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2026 โน่นเลยนะ ตัวแอปนี้ไม่ใช่แอปเฉพาะกลุ่มอะไรหรอกครับ แต่เป็นแอปที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้แว่นตาอัจฉริยะหลายรุ่นของ Meta รวมถึง Ray-Ban Meta ที่ฮิตกันอยู่ตอนนี้ด้วย มีคนดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 50 ล้านครั้งเลยทีเดียว
นักวิจัยอธิบายว่าโค้ดนี้สามารถใช้กล้องของแว่นตาเพื่อตรวจจับใบหน้า สร้างข้อมูลชีวมาตร (biometric identifiers) แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลที่เก็บไว้ในเครื่องของผู้ใช้มือถือได้เลย ถ้าเจอคนที่ตรงกัน ระบบก็จะแจ้งเตือนให้ผู้สวมใส่รู้ทันทีว่าคนนี้คือใคร ซึ่งพอได้ยินแบบนี้ หลายคนก็น่าจะรู้สึกกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวได้ไม่ยากเลย
Meta กับประวัติ การจดจำใบหน้า ที่ไม่ค่อยสวยงามนัก
จริง ๆ แล้วเทคโนโลยี การจดจำใบหน้า เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานในวงการเทคโนโลยีฝั่งผู้บริโภค และ Meta เองก็มีประวัติที่ค่อนข้างซับซ้อนกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยครับ ย้อนไปเมื่อปี 2021 Meta เคยประกาศยกเลิกระบบจดจำใบหน้าของ Facebook และลบข้อมูล faceprint ไปกว่าพันล้านชุด หลังจากโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดนตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล และสู้คดีมาหลายปี
ตอนนั้นก็มีเรื่องการจ่ายเงินชดเชยไปเยอะแยะเลยนะ ทั้ง 650 ล้านดอลลาร์ในรัฐอิลลินอยส์ และตามมาด้วย 1.4 พันล้านดอลลาร์ในรัฐเท็กซัส จากข้อกล่าวหาเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลชีวมาตร การค้นพบโค้ดใหม่ครั้งนี้เลยทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า Meta อาจจะยังคงสำรวจเทคโนโลยีคล้าย ๆ กันนี้อยู่ภายในองค์กรนั่นแหละ
Meta ชี้แจงว่ายังไงบ้าง?
แต่ทาง Meta ก็รีบออกมาบอกว่าอย่าเพิ่งตีความกันไปไกลครับ คุณ Ryan Daniels โฆษกของบริษัทบอกว่าโค้ดที่พบเป็นแค่การทดลองภายใน ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่วางแผนจะเปิดตัวจริงจัง Meta ยืนยันว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย และบริษัทไม่ได้กำลังสร้างฐานข้อมูล การจดจำใบหน้า แบบรวมศูนย์แต่อย่างใด
เขายังบอกอีกว่าถ้า Meta ตัดสินใจจะนำฟีเจอร์แบบนี้มาให้ผู้บริโภคใช้จริง ๆ พวกเขาจะดำเนินการอย่างระมัดระวังและโปร่งใสแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้น รายงานนี้ก็คงจะจุดประเด็นถกเถียงที่จริง ๆ ก็ไม่เคยหายไปไหนกลับมาอีกครั้งนั่นแหละครับ
มุมมองจากเรา: สะท้อนอะไรในอนาคตของ AI และความเป็นส่วนตัว?
ส่วนตัวผมมองว่าประเด็นนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Meta ต้องเจอจริง ๆ นะครับ ระหว่างการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างแว่นตาอัจฉริยะที่มี AI เข้ามาช่วย กับการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน การที่มีโค้ดจดจำใบหน้าซ่อนอยู่ แม้จะบอกว่าเป็นแค่การทดลองภายใน ก็ย่อมทำให้ผู้ใช้งานหลายคนเกิดความไม่สบายใจได้อยู่แล้วแหละ เพราะเส้นแบ่งระหว่างความสะดวกสบายจาก AI กับการสอดส่องข้อมูลส่วนตัวมันช่างบางเหลือเกิน สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ คงต้องจับตาดูให้ดีว่า Meta จะจัดการกับประเด็นนี้และเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีไปในทิศทางไหนกันแน่ครับ
ที่มา: gizmochina.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ซีรีส์ Cape Fear จาก Apple TV+ คืออะไร? เจาะลึกเรื่องราวเบื้องหลังและเวอร์ชันคลาสสิกที่คอหนังไม่ควรพลาด
- iPadOS 27 มีอะไรใหม่? หลุด 4 ฟีเจอร์เด็ด คาดมาพร้อม AI ยกระดับการใช้งานไอแพด
- ทำไม Google Pixel ถึงยังเป็นที่หนึ่งเรื่องซอฟต์แวร์? ฟีเจอร์ลับที่เครื่องอื่นไม่มี
- เผยโฉมชัด ๆ ดีไซน์ iPhone พับได้รุ่นแรก อาจมาแค่สีขาวเท่านั้น!
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]