Skip to content

มุกตลกที่ซ่อนพิษ: เพื่อนเทียมใช้อารมณ์ขันบงการความสัมพันธ์คุณได้อย่างไร

Detecting Hidden Hurtful Humor in Narcissistic Friendships

จริง ๆ แล้วชีวิตเราจะขาดเสียงหัวเราะไปได้ยังไงกัน จริงไหม? หลายคนคงเห็นด้วยว่าอารมณ์ขันเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพจิต และช่วยเชื่อมสัมพันธ์ดี ๆ ได้ แต่ไม่ใช่ทุกอารมณ์ขันจะเหมือนกันทั้งหมด บางครั้งมันก็อาจเป็นเส้นที่ถักทอใจเราเข้าหากัน แต่บางทีมันก็เป็นคมมีดที่กรีดแทงเราอย่างไม่รู้ตัว นี่แหละคือจุดที่คำว่า “เพื่อนเทียม” (frenemy) เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะบางทีคนที่เรียกตัวเองว่าเพื่อน อาจกำลังใช้มุกตลกบั่นทอนเราอยู่เงียบ ๆ งานวิจัยที่กำลังจะเผยแพร่ในปี 2025 ของ Altmann & Sauls ได้เจาะลึกบทบาทของอารมณ์ขันในมิตรภาพที่มีนาร์ซิสซัสเกี่ยวข้อง ซึ่งน่าสนใจมากเลยทีเดียว

ประเภทของอารมณ์ขัน: เส้นแบ่งระหว่าง “ขำจริง” กับ “ขำกลิ้งทั้งน้ำตา”

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อารมณ์ขันมันมีหลายรูปแบบนะ ไม่ใช่แค่เรื่องตลก ๆ ที่ทำให้เรายิ้มได้เท่านั้น มันยังมีทั้งแบบ “สร้างสรรค์” และ “บ่อนทำลาย”

  • อารมณ์ขันแบบสร้างสรรค์ (Adaptive Humor)
    • Affiliative Humor: อารมณ์ขันที่ช่วยลดความตึงเครียด สร้างความผูกพัน และความเป็นกันเอง เช่น การเล่นมุกตลกเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น
    • Self-enhancing Humor: การที่คนเราสามารถมองโลกและสถานการณ์ด้วยมุมมองที่ตลกขบขันและมีความยืดหยุ่น ทำให้ผ่านเรื่องร้าย ๆ ไปได้ด้วยรอยยิ้ม
  • อารมณ์ขันแบบบ่อนทำลาย (Maladaptive Humor)
    • Aggressive Humor: อารมณ์ขันที่มาพร้อมกับการล้อเลียน เยาะเย้ย หรือถากถางผู้อื่น ทำให้คนคนนั้นต้องเป็นเป้าหมายของเรื่องตลก และมักจะสร้างความรู้สึกไม่ดีให้แก่ผู้ถูกกระทำ
    • Self-defeating Humor: การเล่นมุกตลกที่ดูถูกตัวเอง หรือทำให้ตัวเองเป็นตัวตลกเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือต้องการคำยืนยันจากผู้อื่น

เมื่อมุกตลกกลายเป็นเครื่องมือของนาร์ซิสซัสในความสัมพันธ์

จริง ๆ แล้วผู้ที่เป็นนาร์ซิสซัสจะมีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือแบบโอ้อวด (Grandiose) และแบบอ่อนไหว (Vulnerable) ทั้งคู่ต่างก็มีความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์พิเศษและความยิ่งใหญ่ แต่ก็แสดงออกต่างกัน

  • นาร์ซิสซัสแบบโอ้อวด (Grandiose Narcissists): คนกลุ่มนี้มักจะชอบใช้อารมณ์ขันแบบสร้างสรรค์ (Affiliative) และแบบก้าวร้าว (Aggressive) สลับกันไป แต่ที่น่าสนใจคือ พวกเขามักจะมองว่ามุกตลกของตัวเองเป็นสิ่งที่ดี เป็นบวก แต่กลับมองว่ามุกตลกของเพื่อนนั้นเป็นแบบบ่อนทำลายมากกว่า พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับแนวโน้มของพวกเขาที่ชอบด้อยค่าคนอื่น เพื่อรักษาความรู้สึกเหนือกว่าของตัวเองไว้
  • นาร์ซิสซัสแบบอ่อนไหว (Vulnerable Narcissists): ส่วนใหญ่แล้วคนกลุ่มนี้จะใช้มุกตลกแบบดูถูกตัวเอง (Self-defeating) เยอะกว่า พวกเขามักจะมองเพื่อนและสไตล์อารมณ์ขันของเพื่อนในแง่ดีและอุดมคติมากกว่า

สัญญาณเตือนภัย: เมื่ออารมณ์ขันกลายเป็นดาบสองคม

การแยกแยะว่าอารมณ์ขันไหนดีไม่ดีในสังคมจริง ๆ มันยากนะ โดยเฉพาะเวลาที่ทุกคนหัวเราะแล้วเราถูกกดดันให้ต้องหัวเราะตาม หรือต้องทำตัวไม่ซีเรียส แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่อารมณ์ขันนั้นเริ่มทำให้คุณตกเป็นเป้าของเรื่องตลกซ้ำ ๆ จนรู้สึกอับอายหรือถูกลดทอนศักดิ์ศรี นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเลยว่าคุณกำลังเจอ “เพื่อนเทียม” ประเภทนาร์ซิสซัสแบบโอ้อวดเข้าให้แล้ว

ลองนึกภาพดูว่ามีคนมาพูดอะไรตลก ๆ โดยมีคุณเป็นเป้า แล้วทุกคนก็หัวเราะกันไปหมด คุณต้องร่วมหัวเราะไปด้วยทั้งที่ข้างในรู้สึกเจ็บปวดหรืออับอาย พอคุณแสดงท่าทีไม่พอใจ ก็มักจะถูกตอบกลับมาว่า “ใจเย็นน่า” “ก็แค่ล้อเล่นเอง” “ขี้อ่อนไหวไปหน่อยนะ” หรือ “ทำไมเป็นคนไม่ตลกเลย”

เพราะเสียงหัวเราะมันเหมือนเกราะกำบังทางสังคม ทำให้คนเหล่านั้นสามารถบั่นทอนศักดิ์ศรีของคุณได้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง โดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ถ้าคุณโต้แย้ง คุณก็จะถูกตราหน้าว่าไร้อารมณ์ขัน หรืออ่อนไหวเกินไป แต่ถ้าคุณเงียบ คุณก็จะยังคงต้องเผชิญกับความอับอายนั้นอยู่ และความสัมพันธ์ที่สับสนกับเพื่อนเทียมคนนั้นก็จะยังคงดำเนินต่อไป

มิตรภาพที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยเสียงหัวเราะที่เจ็บปวด

จากมุมมองของเราในฐานะบรรณาธิการ การเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมของเพื่อนเทียมเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เพราะศักดิ์ศรีและความปลอดภัยทางจิตใจของเราไม่สามารถอยู่ร่วมกับการถูกลดทอนคุณค่า การควบคุม หรือการบงการได้ ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะถูกปกปิดมาอย่างแนบเนียนในคราบของอารมณ์ขันหรือมิตรภาพก็ตาม สำหรับแฟน ๆ ที่กำลังรู้สึกว่ามีเพื่อนลักษณะนี้อยู่รอบตัว การตระหนักรู้และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงคือสิ่งสำคัญ มิตรภาพที่แท้จริงไม่ควรทำให้คุณรู้สึกสับสน ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือต้องหัวเราะกับเรื่องที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวด เพื่อที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เราทุกคนคู่ควรกับความสัมพันธ์ที่เคารพซึ่งกันและกันค่ะ

ที่มา: psychologytoday.com