Skip to content

เผยอันดับ Perplexity ดึงข้อมูลจากไหนบ้าง? YouTube ครองแชมป์แหล่งอ้างอิงหลัก

The 50 Most-Cited Websites in Perplexity (June 2026)

จริง ๆ แล้ว ในโลกดิจิทัลยุคนี้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล การสร้างสรรค์คอนเทนต์ หรือแม้แต่การช่วยตัดสินใจอะไรบางอย่าง และหนึ่งในเครื่องมือ AI ที่หลายคนใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือ Perplexity ที่โดดเด่นเรื่องการเป็น “Answer Engine” คือตอบคำถามพร้อมอ้างอิงแหล่งที่มาให้เราเห็น ๆ เลย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เขาได้ใจคนใช้มานักต่อนัก ด้วยยอดผู้ใช้งานหลักสิบล้านคน และมีการสอบถามหลายร้อยล้านครั้งต่อเดือนทั่วโลก

ประเด็นที่น่าสนใจคือ Perplexity เองค่อนข้างโปร่งใสเรื่องแหล่งข้อมูล ทำให้เราเห็นได้ชัดว่าเขาไปดึงข้อมูลจากไหนมาตอบคำถาม ซึ่งทาง Ahrefs แพลตฟอร์ม SEO ชื่อดังก็เลยไปรวบรวมข้อมูลมาให้เราดูกันเลยว่า เว็บไซต์ไหนบ้างที่ Perplexity ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงบ่อยที่สุด

Perplexity แหล่งอ้างอิง หลัก ๆ มาจากไหนบ้าง?

จากการเก็บข้อมูลของ Ahrefs Brand Radar ที่ติดตามการตอบสนองของแพลตฟอร์ม AI จากคำถามจริง ๆ ของผู้ใช้งานกว่า 3.1 ล้านครั้งในสหรัฐอเมริกา (ครอบคลุมทุกหัวข้อ) เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนมาก ๆ ว่า Perplexity เขาให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลแบบไหน

  • อันดับ 1 แบบขาดลอย: ต้องยกให้ www.youtube.com ที่กวาดส่วนแบ่งการอ้างอิงไปถึง 32.4% เลยทีเดียว นี่คือแหล่งข้อมูลที่ Perplexity ใช้บ่อยที่สุด และถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าแหล่งอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
  • อันดับ 2 ที่แข็งแกร่ง: en.wikipedia.org ตามมาติด ๆ ด้วยส่วนแบ่ง 8.2% ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะ Wikipedia เป็นสารานุกรมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลไว้มากมาย
  • เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ: กลุ่มนี้ก็สำคัญไม่น้อย อย่าง www.alibaba.com (5.1%), www.etsy.com (1.8%), www.target.com (1.6%), www.walmart.com (1.3%) และ www.bestbuy.com (0.9%) แสดงให้เห็นว่า Perplexity ก็ใช้ข้อมูลจากแหล่งสินค้าและรีวิวในการตอบคำถามเชิงพาณิชย์เยอะเหมือนกัน
  • สุขภาพและการแพทย์: แหล่งอย่าง www.healthline.com (1.3%) และ www.webmd.com (0.7%) ก็ติดอันดับด้วย ซึ่งสะท้อนว่า Perplexity ใช้ข้อมูลทางการแพทย์และสุขภาพที่น่าเชื่อถือ
  • ข่าวสารและธุรกิจ: เว็บไซต์ข่าวธุรกิจอย่าง www.businessinsider.com (1.0%) และ www.forbes.com (0.8%) รวมถึงแพลตฟอร์มมืออาชีพอย่าง www.linkedin.com (1.4%) ก็เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งอ้างอิง
  • ยานยนต์และรีวิว: ไม่ว่าจะเป็น www.edmunds.com (1.3%), www.kbb.com (1.1%), www.caranddriver.com (0.8%) หรือ www.consumerreports.org (0.8%) ก็เป็นแหล่งที่ Perplexity ดึงข้อมูลมาใช้บ่อยในการตอบคำถามเกี่ยวกับรถยนต์และการรีวิวสินค้า
  • เทคโนโลยีและความบันเทิง: เว็บไซต์อย่าง www.techradar.com (0.8%), www.cnet.com (0.7%), www.pcmag.com (0.6%) สำหรับข้อมูลด้านเทคโนโลยี และ www.imdb.com (0.7%) สำหรับข้อมูลบันเทิงก็ถูกนำมาอ้างอิงเช่นกัน

ข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมและอัปเดตอัตโนมัติทุกเดือนโดย Agent A ซึ่งเป็น AI Agent ของ Ahrefs เองด้วย ทำให้ตัวเลขที่เราเห็นนี้เป็นข้อมูลที่สดใหม่และสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันได้ดี

Insight ที่ได้จากข้อมูล Perplexity และความสำคัญของ YouTube

จริง ๆ แล้วการที่ YouTube ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างขนาดนี้มันบอกอะไรเราหลายอย่างนะ ไม่ใช่แค่เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอทั่วไปอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็น “คลังข้อมูล” ขนาดใหญ่ที่คนไปหาคำตอบกันเยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอนใช้งาน (how-to) การรีวิวสินค้าแบบละเอียด หรือแม้แต่คอนเทนต์ความรู้ต่าง ๆ ที่นำเสนอผ่านวิดีโอซึ่งเข้าใจง่ายกว่าการอ่านข้อความอย่างเดียว หลายคนอาจจะคิดว่า AI จะเน้นแต่ข้อความ แต่ข้อมูลนี้ยืนยันเลยว่าคอนเทนต์วิดีโอก็มีอิทธิพลไม่แพ้กัน

ส่วนเว็บไซต์อื่นๆ ที่ติดอันดับก็สะท้อนให้เห็นว่า Perplexity พยายามดึงข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ ทั้งสารานุกรม เว็บไซต์ข่าวสาร เว็บไซต์รีวิวสินค้า หรือแม้กระทั่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้คำตอบที่ครบถ้วนและเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งานมากที่สุด

มุมมองเรา: ทำไมการรู้แหล่งข้อมูลของ AI ถึงสำคัญกับคนทำคอนเทนต์

ส่วนตัวแล้ว เรามองว่าข้อมูลชุดนี้สำคัญมากสำหรับคนที่อยู่ในวงการคอนเทนต์ หรือแม้แต่นักการตลาดดิจิทัล เพราะมันบอกเราว่า ถ้าอยากให้คอนเทนต์ของเรามีโอกาสถูก AI อย่าง Perplexity นำไปอ้างอิง เราก็ควรจะสร้างคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มที่ AI ให้ความสำคัญ หรืออย่างน้อยก็ต้องเข้าใจว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ AI มองว่ามีคุณค่าและน่าเชื่อถือ การที่ YouTube มาแรงขนาดนี้ก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่าคอนเทนต์วิดีโอยังคงเป็น King และเป็นแหล่งความรู้ที่คนส่วนใหญ่ค้นหา สำหรับแบรนด์หรือผู้สร้างคอนเทนต์ ถ้าอยากให้ AI “รู้จัก” และ “อ้างอิง” งานของเรา ก็ต้องไม่ละเลยแพลตฟอร์มเหล่านี้ และต้องทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และตอบโจทย์คำถามของผู้คนให้ได้จริง ๆ

ที่มา: ahrefs.com