จริง ๆ แล้วหลายคนอาจคิดว่าช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยปัญหา แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับมองว่านี่คือ “รังไหมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่สำคัญมากๆ สำหรับชีวิตของลูกเรา ในฐานะพ่อแม่ การจะช่วยประคับประคองและ เลี้ยงลูกวัยรุ่น ให้ก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะจาก ‘A’ (Adolescence) ไปสู่ ‘B’ (Balance) หรือภาวะสมดุลทางอารมณ์และจิตใจนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ คุณหมอ Amir Levine Ph.D. ได้แนะนำ 5 เคล็ดลับง่ายๆ ที่เรียกว่า ‘5 B’s’ ที่จะมาช่วยให้เราเข้าใจและรับมือกับลูกวัยรุ่นได้ดีขึ้น
ช่วงวัยรุ่น…เข้าใจยาก แต่สำคัญ
ต้องยอมรับเลยว่าอยู่ดีๆ ลูกของเราที่เคยสดใสก็อาจจะกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ชอบเสี่ยง ถอนตัว และคุยยากขึ้นมาดื้อๆ พ่อแม่หลายคนก็คงรู้สึกสับสน ถูกปฏิเสธ หรือแม้กระทั่งเศร้าใจกับความเปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาการเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์ที่เรียกว่า “วัยรุ่น” นั่นแหละครับผู้เชี่ยวชาญอย่าง Dr. Assaf Oshri จาก University of Georgia’s Center for Developmental Science ย้ำว่า “การปรับจูนความรู้สึก” (Attunement) คือปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาการและสุขภาพจิตของวัยรุ่น การที่เราพยายามเข้าใจ รับรู้ และตอบสนองต่ออารมณ์ของลูกได้อย่างถูกต้อง จะช่วยสร้างเกราะป้องกันให้พวกเขาได้เยอะมากครับ ตรงกันข้าม ถ้าเราตอบสนองด้วยการควบคุมมากเกินไป หรือตัดสินเร็วเกินไป ก็อาจจะสร้างระยะห่างและความไม่เข้าใจกันโดยไม่ตั้งใจได้
5 เคล็ดลับ “B” ที่จะช่วยให้การเลี้ยงลูกวัยรุ่นง่ายขึ้น
การที่จะช่วยให้ลูกวัยรุ่นของเราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ ยืดหยุ่นทางจิตใจ และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นนั้น พ่อแม่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ควบคุม แต่คือการเป็น “ผู้นำทาง” ให้ลูกได้ค้นพบตัวเอง ลองใช้ 5 เคล็ดลับนี้ดูนะครับ
- Be the Benchmark (เป็นแบบอย่าง): ลูกวัยรุ่นจะเรียนรู้จากสิ่งที่เรา “ทำ” มากกว่าสิ่งที่เรา “พูด” เยอะมากครับ พวกเขาจะสังเกตว่าเราจัดการกับความเครียด ความผิดหวัง ความโกรธ หรือแม้แต่ความผิดพลาดอย่างไร เรากล้ายอมรับผิดไหม เราฟังพวกเขาหรือเปล่า และเราพร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองไหม การเป็นแบบอย่างไม่ได้แปลว่าต้องสมบูรณ์แบบนะครับ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ การทบทวนตัวเอง และการพร้อมที่จะแก้ไขและเติบโต นั่นต่างหากที่สำคัญ อย่างเช่น ถ้าเราควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีนัก ก็บอกลูกไปตรงๆ ว่า “แม่รู้ว่าบางทีแม่ก็เสียงดังเกินไปนะ และแม่ก็กำลังพยายามจัดการอารมณ์ตัวเองให้ดีขึ้นอยู่” ความซื่อสัตย์แบบนี้จะสอนเรื่องการตระหนักรู้ในตนเองและความรับผิดชอบได้ดีเลยครับ
- Be the Bedrock (เป็นหลักให้ลูก): วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาแห่งการทดลอง การค้นหาตัวเอง และการต้องการอิสระ แต่สมองของพวกเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ในการควบคุมแรงกระตุ้นและประเมินผลลัพธ์ระยะยาว นั่นแหละครับคือเหตุผลที่ลูกยังต้องการให้พ่อแม่เป็นหลักที่มั่นคงให้พวกเขาอยู่เสมอ การเป็นหลักที่มั่นคงหมายถึงการสร้างโครงสร้าง ความมั่นคง และความปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็เคารพในความต้องการอิสระที่เพิ่มขึ้นของลูกด้วย มันหมายถึงการตั้งขอบเขต ไม่ใช่เพื่อควบคุม แต่เพื่อนำทางและปกป้องพวกเขา ซึ่งรวมถึงการพูดคุยอย่างเปิดอกในเรื่องยากๆ อย่างโซเชียลมีเดีย สารเสพติด การขับขี่ ความสัมพันธ์ และความปลอดภัยส่วนตัวนะครับ เงียบไม่ใช่การปกป้องครับ การสื่อสารที่สงบและชัดเจนต่างหากที่ทำได้
- Brainstorm With Them (ชวนคิดวิเคราะห์): ลูกวัยรุ่นต้องการโอกาสที่จะคิด ทบทวน แก้ปัญหา และเรียนรู้จากประสบการณ์ พ่อแม่สามารถสนับสนุนการพัฒนานี้ได้ด้วยการเปลี่ยนจากการ “สั่งสอน” มาเป็นการ “ร่วมมือ” ถ้าเราตอบสนองด้วยความอับอาย การตำหนิ หรือการวิจารณ์ ลูกมักจะปิดใจ แต่ถ้าเราตอบสนองด้วยความอยากรู้อยากเห็นและใจเย็น ลูกก็มีแนวโน้มที่จะคิดอย่างเปิดเผยมากขึ้น ลองนึกภาพว่าลูกไปปาร์ตี้แล้วดื่มมากไปจนตื่นมาไม่สบาย สัญชาตญาณของพ่อแม่หลายคนอาจจะถามว่า “ลูกคิดอะไรอยู่ถึงทำแบบนั้น?” แต่บทสนทนาที่สร้างสรรค์กว่าอาจจะเป็น “ลูกรู้สึกยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น?” “ลูกคิดว่าอะไรนำไปสู่การตัดสินใจครั้งนั้น?” “ครั้งหน้าลูกอยากจะทำต่างออกไปอย่างไร?” “พ่อแม่จะช่วยให้ลูกปลอดภัยได้อย่างไรในอนาคต?” การพูดคุยแบบนี้จะช่วยให้ลูกสร้างวิจารณญาณ และเชื่อมโยงการเลือกกับการกระทำได้ดีขึ้น พร้อมทั้งยังคงความไว้วางใจและการสื่อสารที่ดีไว้ด้วย
- Build the Bond (สร้างสายสัมพันธ์): หนึ่งในปัจจัยปกป้องที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตวัยรุ่นคือความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้กับผู้ใหญ่ที่ใส่ใจอย่างน้อยหนึ่งคน แต่การสร้างสายสัมพันธ์กับวัยรุ่นอาจจะดูแตกต่างจากการสร้างความผูกพันกับเด็กเล็ก ลูกอาจจะดูห่างเหิน ดูไม่สนใจ แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาต้องการการเชื่อมโยงครับ บ่อยครั้งที่มากกว่าที่พวกเขาจะยอมรับ เป้าหมายคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ลูกรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์มากพอที่จะพูดคุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเรื่องยากๆ ถ้าลูกพูดว่า “หนูสอบตก” พ่อแม่หลายคนมักจะรีบแก้ปัญหาทันทีว่า “น่าจะอ่านหนังสือให้มากกว่านี้นะ” แต่การตอบสนองที่เชื่อมโยงกว่าอาจจะเป็น “แม่เสียใจด้วยนะลูก รู้สึกยังไงบ้าง?” การเชื่อมโยงไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบครับ แต่มันหมายถึงการสร้างความปลอดภัยทางอารมณ์มากพอที่จะทำให้ลูก “ได้ยิน” สิ่งที่เราอยากจะสื่อจริงๆ การสร้างสายสัมพันธ์ยังเกิดขึ้นได้จากช่วงเวลาเล็กๆ น้อยๆ ด้วย เช่น การดูหนังด้วยกัน การขับรถไปไหนมาไหนด้วยกันโดยไม่มีแรงกดดัน การหัวเราะกับเรื่องตลกๆ ส่งข้อความให้กำลังใจ หรือแค่พูดว่า “พ่อแม่มีความสุขจริงๆ ที่ได้ใช้เวลากับลูก” ช่วงเวลาเหล่านี้จะเตือนให้ลูกรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ “ปัญหา” ที่ต้องแก้ไข แต่เป็นคนที่เรารักและให้คุณค่าอย่างแท้จริง
- Believe in Them (เชื่อมั่นในตัวลูก): ช่วงวัยรุ่นมักเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจในตัวเอง ลูกอาจจะดูมั่นใจจากภายนอก แต่ข้างในอาจจะสงสัยว่าตัวเองเก่งพอไหม น่ารักพอไหม หรือดีพอหรือเปล่า นี่คือเหตุผลที่ความเชื่อมั่นจากพ่อแม่มีความสำคัญอย่างยิ่งครับ เมื่อพ่อแม่สื่อสารอย่างสม่ำเสมอว่า “พ่อแม่เชื่อในตัวลูก” มันจะกลายเป็นสมอที่ยึดเหนี่ยวให้พวกเขาได้ วัยรุ่นมักจะ “ยืม” ความเชื่อของเราจนกว่าพวกเขาจะสร้างความเชื่อของตัวเองได้ สิ่งสำคัญคือความเชื่อมั่นของเราที่มีต่อลูกไม่ควรขึ้นอยู่กับผลการเรียน ความสำเร็จ หรือผลงานเพียงอย่างเดียว แต่มันควรหยั่งรากลึกใน “ตัวตน” ของพวกเขา ไม่ใช่แค่สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมา เราสามารถพูดได้ว่า “พ่อแม่เชื่อว่าลูกจะหาทางออกได้” “แม่รู้ว่ามันยากนะ แต่แม่รู้ว่าลูกจะเติบโตผ่านมันไปได้” “พ่อเห็นความเมตตาของลูกนะ” “แม่ชื่นชมความพยายามของลูก” “พ่อแม่รักในตัวตนที่ลูกกำลังเป็น” พวกเราหลายคนเรียนรู้ที่จะเชื่อในตัวเองได้ เพราะมีใครบางคนเชื่อในตัวเราก่อนครับ สำหรับวัยรุ่นแล้ว ความเชื่อนั้นสามารถมอบชีวิตใหม่ให้กับพวกเขาได้เลย
ก้าวผ่านวัยรุ่น…สู่การเป็นผู้ใหญ่ที่สมดุล
จริงๆ แล้ววัยรุ่นเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ลูกๆ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพ่อแม่ก็ต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับพวกเขา ซึ่งกลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลกับเด็กเล็กอาจจะใช้ไม่ได้ผลแล้วในช่วงวัยรุ่น เรามองว่าวัยรุ่นไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่เราต้อง “เอาตัวรอด” ไปให้ได้นะครับ แต่มันคือช่วงเวลาแห่งการ “เป็น” หรือ “กำลังจะกลายเป็น” ตัวตนที่แท้จริงของลูก การที่เราพยายามเป็นแบบอย่าง เป็นหลักให้ลูก ชวนลูกคิด สร้างสายสัมพันธ์ และเชื่อมั่นในตัวลูก จะช่วยให้พวกเขาเติบโตไปสู่ความสมดุลและความยืดหยุ่นในชีวิตได้ เราเดินบนเส้นทางนั้นแทนลูกไม่ได้หรอกครับ แต่เราสามารถเดินเคียงข้างพวกเขาอย่างมั่นคง เปี่ยมด้วยความรัก ความอยากรู้อยากเห็น และการอยู่ตรงนั้นเพื่อพวกเขาเสมอ ในขณะที่พวกเขาค่อยๆ กลายเป็นคนที่พวกเขาถูกกำหนดให้เป็น.
ที่มา: psychologytoday.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- สัญญาณไฟรถยนต์ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง และปลอดภัย
- โดนเตารีดนาบ ต้องทำอย่างไร? ปฐมพยาบาลให้ถูกวิธี ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
- แจกฟรี 12 เทมเพลตการ์ดแต่งงาน ลายดอกไม้-ใบไม้ แก้ไขเองได้ เลือกโทนสีได้ตามธีมงาน
- รวม 10 ฟอนต์ภาษาไทยสวย ๆ มีให้เลือกหลายสไตล์ พร้อมลิงก์ดาวน์โหลด
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]