เช้าวันหนึ่งที่หลายคนกำลังเช็กสุขภาพประจำวันผ่าน Samsung Galaxy Watch คู่ใจ หลายคนอาจจะเคยพึ่งพาฟีเจอร์สุขภาพ Galaxy Watch ที่ชื่อว่า “Vascular Load” เพื่อช่วยประเมินความเครียดของระบบไหลเวียนโลหิตและดูแลสุขภาพหัวใจ แต่แล้ว… จู่ๆ ก็มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ข่าวร้ายที่ว่าฟีเจอร์นี้กำลังจะถูกยกเลิกในสหรัฐอเมริกาในปี 2026 นี้ ทำเอาหลายคนถึงกับงงและอดรู้สึกเสียดายไม่ได้เลยใช่ไหมคะ? เรื่องนี้มีที่มาที่ไปน่าสนใจกว่าที่คิดค่ะ
⏱ ใช้เวลาอ่านประมาณ 14 นาที
เมื่อฟีเจอร์ที่คุ้นเคยต้องจากไป: Vascular Load กับ Samsung Galaxy Watch
Samsung ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังเจ้าของ Galaxy Watch ในสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการว่าฟีเจอร์สุขภาพ Galaxy Watch ที่ชื่อว่า “Vascular Load” ซึ่งเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ Labs ที่เคยช่วยผู้ใช้ในการวัดความเครียดของระบบไหลเวียนโลหิตและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพหัวใจกำลังจะถูกถอดออก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 พร้อมกับการอัปเดต One UI 9 สำหรับนาฬิกา Galaxy Watch
เชื่อว่าหลายคนคงจะจำได้ว่าฟีเจอร์ Vascular Load เปิดตัวมาพร้อมกับ One UI 8 และได้กลายเป็นเครื่องมือที่หลายคนใช้เพื่อสอดส่องสุขภาพของตนเองอย่างใกล้ชิด ยิ่งไปกว่านั้น Samsung ยังได้ระบุในข้อความแจ้งเตือนว่าข้อมูล Vascular Load ที่มีอยู่เดิมจะไม่ปรากฏในแอป Samsung Health อีกต่อไป แต่ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ เพราะคุณยังสามารถดาวน์โหลดข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้เก็บไว้ได้ โดยเข้าไปที่ “ตัวเลือกเพิ่มเติม” > “การตั้งค่า” > “ดาวน์โหลดข้อมูลส่วนตัว” ค่ะ นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อยสำหรับผู้ที่ใช้งานฟีเจอร์นี้เป็นประจำ
เบื้องหลังปริศนา: ทำไม Samsung ต้องถอดฟีเจอร์นี้ออก?
แน่นอนว่าคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของใครหลายคนคือ “ทำไม?” ทำไม Samsung ถึงต้องถอดฟีเจอร์ที่มีประโยชน์เช่นนี้ออกไป? ทาง Samsung เองก็ไม่ได้ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการกับการตัดสินใจครั้งนี้ แต่ในวงการเทคโนโลยีและสุขภาพ เชื่อว่าประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่เรื่องของกฎระเบียบข้อบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหน่วยงานอย่าง Food and Drug Administration (FDA) ในสหรัฐอเมริกา
เอาเข้าจริงแล้ว ฟีเจอร์บางอย่างบนสมาร์ทวอทช์ในสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจาก FDA ค่ะ เพราะเมื่อฟีเจอร์เหล่านั้นมีความสามารถในการวัดหรือวินิจฉัยข้อมูลสุขภาพในระดับที่ละเอียดอ่อน อาจจะถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่อุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ ซึ่งกระบวนการขออนุมัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และมักใช้เวลานานมาก ดังที่เห็นได้จากความคิดเห็นของชาว Redditor หลายคนที่แสดงความไม่พอใจในประเด็นนี้ ผู้ใช้รายหนึ่งได้แสดงความเห็นว่า “น่าหงุดหงิดที่เราไม่สามารถใช้ฟีเจอร์บางอย่างได้เพราะ FDA ทำงานล่าช้าในการอนุมัติ” และยังยกตัวอย่างฟีเจอร์การวัดความดันโลหิตที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับการอนุมัติ แม้สุดท้ายจะระบุว่า “ไม่ใช้เพื่อการแพทย์” และต้องสอบเทียบกับเครื่องวัดความดันโลหิตจริงทุกเดือนก็ตาม
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างนวัตกรรมด้านสุขภาพกับข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวด ทำให้ผู้ผลิตอย่าง Samsung อาจต้องตัดสินใจถอดฟีเจอร์ที่ไม่ได้รับการอนุมัติหรือไม่ต้องการผ่านกระบวนการอันยุ่งยากออกไปก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต แม้จะต้องแลกมาด้วยความไม่พอใจของผู้ใช้งานบางกลุ่มก็ตามที
ต้อนรับเทรนด์ใหม่: Blood Pressure Trend เตรียมลง Galaxy Watch ในปี 2026 นี้
แต่ในขณะที่ฟีเจอร์หนึ่งจากไป อีกฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจก็กำลังจะเข้ามาแทนที่ค่ะ Samsung เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า “Blood Pressure Trend” หรือการติดตามแนวโน้มความดันโลหิต ซึ่งจะพร้อมใช้งานในสหรัฐอเมริกาพร้อมกับ Galaxy Watch รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวในงาน Galaxy Unpacked ที่จะจัดขึ้นในปลายเดือนนี้ปี 2026
ฟีเจอร์ Blood Pressure Trend นี้จะทำหน้าที่ตามชื่อเลยค่ะ นั่นคือการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มความดันโลหิตของผู้ใช้เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจและจัดการสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของตนเองได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าเริ่มต้นของฟีเจอร์นี้จะต้องใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบคัฟ (cuff) เพื่อช่วยในการสอบเทียบ ทำให้มั่นใจได้ถึงความแม่นยำในการวัดผล
นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ว่าการเปิดตัวฟีเจอร์ Blood Pressure Trend ในครั้งนี้ เป็นการเคลื่อนไหวของ Samsung เพื่อเตรียมพร้อมแข่งขันกับ Apple Watch ซึ่งมีข่าวลือว่าจะมาพร้อมกับความสามารถด้านสุขภาพที่คล้ายกันใน Apple Watch Ultra 4 การแข่งขันนี้ถือเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างเราๆ เพราะจะทำให้ผู้ผลิตต่างพัฒนาฟีเจอร์สุขภาพ Galaxy Watch หรือสมาร์ทวอทช์อื่นๆ ให้ดีขึ้นไปอีกขั้นนั่นเอง
อนาคตของสุขภาพบนข้อมือ: ก้าวต่อไปที่น่าจับตาในปี 2026
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฟีเจอร์สุขภาพ Galaxy Watch ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการยุติฟีเจอร์ Vascular Load หรือการนำ Blood Pressure Trend เข้ามา ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของเทคโนโลยีสุขภาพที่อยู่บนข้อมือของเรา การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของสมาร์ทวอทช์ เพื่อให้สามารถตรวจจับและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานในการดูแลตนเอง
ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของกฎระเบียบที่เข้ามาควบคุมนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับสุขภาพและชีวิตของผู้คน แม้บางครั้งอาจจะรู้สึกว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นอุปสรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของข้อมูลสุขภาพที่อุปกรณ์เหล่านี้ให้มา
สำหรับผู้ใช้งาน Samsung Galaxy Watch เอง การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้การใช้งานฟีเจอร์ใหม่ๆ ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าในปี 2026 และหลังจากนี้ Samsung จะนำเสนอนวัตกรรมด้านสุขภาพอะไรมาให้เราได้ตื่นเต้นอีกบ้าง และจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีกับข้อกำหนดทางกฎหมายได้อย่างไร เพื่อให้เราทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้จากข้อมือของเราเองค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมฟีเจอร์ Vascular Load บน Samsung Galaxy Watch ถึงถูกยกเลิกไป?
Samsung ไม่ได้ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการค่ะ แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของหน่วยงานอย่าง FDA ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมองว่าฟีเจอร์บางอย่างอาจจัดเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรับรองก่อนค่ะ
ข้อมูล Vascular Load ที่ฉันมีอยู่จะหายไปไหม?
หลังจาก One UI 9 อัปเดต ข้อมูล Vascular Load จะไม่แสดงใน Samsung Health อีกต่อไปค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ คุณยังสามารถดาวน์โหลดข้อมูลส่วนตัวนี้เก็บไว้ได้ โดยไปที่ "ตัวเลือกเพิ่มเติม" > "การตั้งค่า" > "ดาวน์โหลดข้อมูลส่วนตัว" ได้เลยค่ะ
ฟีเจอร์ Blood Pressure Trend ที่กำลังจะมาคืออะไร?
Blood Pressure Trend เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มความดันโลหิตของคุณเมื่อเวลาผ่านไปค่ะ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดได้ชัดเจนขึ้น โดยในการตั้งค่าเริ่มต้นอาจจะต้องใช้เครื่องวัดความดันโลหิตแบบคัฟช่วยในการสอบเทียบด้วยนะคะ
ฟีเจอร์ Blood Pressure Trend จะพร้อมใช้งานเมื่อไหร่?
ฟีเจอร์นี้คาดว่าจะมาพร้อมกับ Samsung Galaxy Watch รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในงาน Galaxy Unpacked ที่กำลังจะจัดขึ้นภายในปลายเดือนกรกฎาคมปี 2026 ค่ะ โดยจะเริ่มเปิดให้ใช้งานในสหรัฐอเมริกาก่อนเป็นที่แรกค่ะ
ที่มา: androidpolice.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- กรณีศึกษา Silo ซีซัน 3: เมื่อการเล่าเรื่องแบบ “แตกไทม์ไลน์” ไม่ใช่แค่ลูกเล่น แต่คือหัวใจที่ไขทุกปม
- แตกหักความเชื่อผิดๆ: Samsung S27 Privacy Display ไม่ใช่แค่ฟิล์มกันรอย แต่เป็นอนาคตความเป็นส่วนตัว
- AirPods Pro กล้อง: ฝันที่พับเก็บไปแล้ว หรือแค่อดใจรอ? เจาะลึกสถานะล่าสุดปี 2026
- Procolored K13 Lite: เครื่องพิมพ์ DTF สำหรับมือใหม่ (ปี 2026) น่าลงทุนจริงไหม?
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]