จริง ๆ แล้ว หลายคนอาจคิดว่าเรื่องของแบรนด์กับการมองเห็นบน Search Engine เนี่ยเป็นของคู่กันมานานแล้วใช่ไหมครับ แต่วันนี้เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทกับการค้นหามากขึ้น กลยุทธ์แบบเดิม ๆ อาจจะใช้ไม่ได้ผลเท่าเมื่อก่อนแล้วนะ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาคุยกันว่าในยุคที่ AI Search กำลังมาแรง เราจะทำยังไงให้แบรนด์ของเราไปโผล่ในผลลัพธ์ของ AI ได้ และกลยุทธ์ในการสร้าง การมองเห็นแบรนด์ใน AI Search นั้นต้องปรับเปลี่ยนไปยังไงบ้าง
AI Search เปลี่ยนการเดินทางของลูกค้าไปแบบไหน?
เมื่อก่อนเวลาเราจะหาอะไรสักอย่าง กว่าจะตัดสินใจซื้อได้นี่ต้องเปิดหลายแท็บเลยนะ ทั้งหาข้อมูล, เปรียบเทียบ, อ่านรีวิวในฟอรัมต่าง ๆ กว่าจะเจอสิ่งที่ใช่ ก็คือใช้เวลาและต้องผ่านหลายขั้นตอนเลย
แต่พอ AI Search เข้ามา มันก็เข้ามาช่วยลดความยุ่งยากตรงนี้ไปได้เยอะเลยครับ คือแทนที่จะต้องมานั่งทำเองทีละขั้นตอน ผู้ใช้งานแค่พิมพ์คำถามลงไป แล้ว LLM (Large Language Model) ก็จะรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง มาสรุปเป็นคำตอบเดียวให้เราเลย เหมือน AI จัดการขั้นตอนที่ยุ่ง ๆ ทั้งหมดให้เราเบื้องหลัง แล้วเอาผลสรุปมาให้เลยทันที
แล้วเรื่องของคีย์เวิร์ดก็เปลี่ยนไปเยอะนะ จากเมื่อก่อนที่เน้นคีย์เวิร์ดสั้น ๆ มีวอลลุ่มสูง ๆ เช่น “CRM” ที่นักการตลาดพยายามจะไปจับกลุ่มนี้เพื่อสร้างคอนเทนต์ให้ติดอันดับ
ตอนนี้การค้นหาไม่ได้จำกัดแค่คีย์เวิร์ดเดี่ยว ๆ แล้วครับ แต่มันกลายเป็นคำถามที่ละเอียดและซับซ้อนมากขึ้น เช่น “บริษัท SaaS ในอเมริกาที่ใช้ HubSpot แต่อยากได้ระบบบันทึกรายได้ที่ดีขึ้น” หรือ “ทีมเซลล์ภาคสนามที่ต้องการการเข้าถึงข้อมูลแบบออฟไลน์และแผนที่ลูกค้าตามตำแหน่ง” ซึ่งคำถามละเอียด ๆ แบบนี้แหละ ที่เราเรียกว่า “Infinite Long Tail”
ทีม Journey Further ได้วิเคราะห์เว็บไซต์ลูกค้ากว่า 100 แห่ง, การแสดงผล 4.3 หมื่นล้านครั้ง และยอดคลิก 1.5 พันล้านครั้ง เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงนี้ แล้วพบว่า:
- คำค้นหา 1-2 คำ: ลดลงทุกปี
- คำค้นหา 4 คำขึ้นไป: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- คำค้นหา 5-7 คำ และ 8 คำขึ้นไป: กลุ่มนี้เติบโตเร็วที่สุด และส่วนใหญ่มักจะเป็นคำค้นหาเชิงเปรียบเทียบหรือเป็นประโยคสนทนา
คือพอคำค้นหามันยาวขึ้นและเฉพาะเจาะจงขึ้น จำนวนรูปแบบคำค้นหาก็ยิ่งเยอะจนเราไม่สามารถไปกำหนด “ชุดคีย์เวิร์ด” เพื่อหวังให้ AI เห็นแบรนด์เราได้เหมือนเดิมแล้วครับ
4 สัญญาณสำคัญที่กำหนดการมองเห็นแบรนด์ใน AI Search
จากประสบการณ์ที่เห็นใน AI Search มี 4 สัญญาณหลัก ๆ ที่เป็นตัวกำหนดว่าแบรนด์คุณจะถูก AI มองเห็นหรือไม่:
- Entity Clarity (ความชัดเจนของแบรนด์): AI ต้องเข้าใจว่าคุณคือใครและนำเสนออะไร ถ้าแบรนด์เราดูคลุมเครือหรือไม่สอดคล้องกันบนอินเทอร์เน็ต AI ก็จะจับวางเราในบริบทที่ถูกต้องได้ยาก
- วิธีปรับปรุง:
- สร้างโครงสร้างเว็บไซต์ที่เป็นระบบ
- ใช้ Schema Markup เพื่อกำหนดแบรนด์, สินค้า, บริการของเรา
- ทำให้ข้อความสื่อสารของแบรนด์สอดคล้องกันในทุกช่องทาง
จริง ๆ แล้ว Technical SEO ยังคงสำคัญมากนะ เพราะมันช่วยให้ AI เข้าถึงและตีความแบรนด์เราได้ง่ายขึ้น
- Authority and Credibility (ความน่าเชื่อถือ): AI จะดูว่าคนอื่นพูดถึงแบรนด์เรายังไงบ้าง เพื่อตัดสินใจว่าเราควรถูกอ้างอิงหรือไม่ อย่างใน ChatGPT เนี่ย 93% ของการอ้างอิงมาจากบุคคลที่สาม ไม่ใช่จากเว็บไซต์แบรนด์โดยตรง
- สัญญาณที่ AI มองหา:
- มีการกล่าวถึงจากบุคคลที่สามในสำนักพิมพ์ที่กลุ่มเป้าหมายของเราเชื่อถือ
- รีวิวบนแพลตฟอร์มที่ AI ใช้อ้างอิงอยู่แล้ว
- การทำ PR ที่เชื่อมโยงแบรนด์เราเข้ากับหัวข้อหรือหมวดหมู่เฉพาะ
สัญญาณเชิงบวกและสอดคล้องกันจะช่วยเพิ่มโอกาสที่แบรนด์เราจะถูก AI กล่าวถึงได้ครับ
- สัญญาณที่ AI มองหา:
- Content Completeness (เนื้อหาครบถ้วน): AI ดึงข้อความไปใช้ ไม่ใช่ทั้งหน้าเว็บ ดังนั้นเราต้องจัดโครงสร้างเนื้อหาให้ AI ดึงคำตอบที่ถูกต้องได้ง่าย ถ้าข้อมูลหายาก AI ก็มีโอกาสเอาไปใช้น้อยลง
- สิ่งที่ควรทำ:
- ทำ FAQs ที่ตอบคำถามที่กลุ่มเป้าหมายถามโดยตรง
- เขียน Guides ที่เจาะลึกในหัวข้อเฉพาะ
- จัดรูปแบบคำตอบให้ชัดเจนภายใต้หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
- สิ่งที่ควรทำ:
- Resonance and Presence (การเป็นที่พูดถึงและปรากฏในหลายที่): AI ไม่ได้อ้างอิงจากแหล่งเดียว แต่มันจะมองไปทั่วเว็บเพื่อดูว่าแบรนด์เราปรากฏในการสนทนาต่าง ๆ ยังไงบ้าง
- รวมถึง:
- กระทู้บน Reddit และเว็บบอร์ดต่าง ๆ
- การสนทนาบนโซเชียลมีเดีย
- สื่อที่ได้รับจากการทำ PR
ยิ่งแบรนด์เราปรากฏในที่ที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอเท่าไหร่ การมีตัวตนโดยรวมของเราก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นครับ
กลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักใน AI Search
จริงๆ แล้วการจะทำให้แบรนด์เราโดดเด่นใน AI Search เนี่ย มันมีขั้นตอนที่ต้องทำกันอย่างเป็นระบบนะ ไม่ใช่แค่หวังพึ่งโชคหรือทำแค่บางจุด แต่ต้องครอบคลุมทั้ง ecosystem ของผู้ใช้งานเลย
- ขั้นตอนที่ 1: ทำความเข้าใจ Ecosystem การค้นหาของกลุ่มเป้าหมาย
ก่อนจะเริ่มอะไร เราต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มไหนบ้าง Publisher ที่พวกเขาเชื่อถือคือใคร และไปรวมกลุ่มพูดคุยกันที่ไหน
- สิ่งที่คุณต้องระบุ:
- แพลตฟอร์มที่พวกเขาใช้งาน (เช่น ChatGPT, Claude)
- Publisher ที่พวกเขาเชื่อถือ
- ชุมชนที่พวกเขามีส่วนร่วม
SparkToro เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ค่อนข้างมีประโยชน์สำหรับเรื่องนี้เลยนะ มันจะช่วยให้เราเห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายใช้เวลาออนไลน์ที่ไหน อ่านอะไร และไปมีส่วนร่วมที่ไหนบ้าง ข้อมูลตรงนี้สำคัญมากเพราะมันจะบอกเราว่าแบรนด์เราควรไปปรากฏตัวที่ไหน และเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจในขั้นตอนต่อ ๆ ไปทั้งหมดเลย
- สิ่งที่คุณต้องระบุ:
- ขั้นตอนที่ 2: ดึงข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย
เมื่อรู้แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ไหน ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาสนใจ Reddit และ Subreddits ต่าง ๆ ถือเป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ เลยนะ การสนทนาที่เกิดขึ้นที่นั่นจะเผยให้เห็นถึง:
- ปัญหาเฉพาะที่กลุ่มเป้าหมายกำลังเจอและพยายามแก้ไข
- ภาษาที่พวกเขาใช้ในการอธิบายปัญหา
- คำถามที่พวกเขากำลังถามก่อนตัดสินใจ
จุดนี้สำคัญมาก ๆ ครับ เพราะ Reddit ก็เป็นหนึ่งในแหล่งที่ ChatGPT อ้างอิงถึงบ่อยที่สุดด้วย การสนทนาที่กลุ่มเป้าหมายเรามีกันอยู่ ก็คือสิ่งที่ AI กำลังเรียนรู้จากมันนั่นแหละครับ
- ขั้นตอนที่ 3: สร้าง Third-Party Validation ให้เป็นหัวใจหลัก
การมีบุคคลที่สามมาช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือ (Third-Party Validation) คือกุญแจสำคัญที่สุดในการสร้าง การมองเห็นแบรนด์ใน AI Search เลยนะ นี่คือเทคนิค Digital PR ที่ทีม Journey Further พบว่าได้ผลดี:
- บทความ Listicle และรีวิวสินค้า: การที่แบรนด์เราไปปรากฏในลิสต์ “สิ่งที่ดีที่สุด” หรือในบทความแนะนำ เป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งมากสำหรับ AI Visibility บทความรูปแบบนี้มักจะปรากฏในคำตอบของ LLM บ่อย ๆ เพราะมันตรงกับวิธีที่ผู้ใช้งานถามคำถามเลย
อย่างเช่น ที่เราเห็นได้ผลสำหรับลูกค้าของเราก็คือ การที่สินค้าไปอยู่ในบทความแนะนำอย่าง Delish หรืออยู่ในคู่มือที่รวบรวมไว้ เช่น “ของขวัญวันเกิดครบรอบ 50 ปี ราคาไม่เกิน 200 เหรียญ” ของ CNN พอมีคนพิมพ์ว่า “แนะนำของขวัญวันเกิดครบรอบ 50 ปี ราคาไม่เกิน 200 เหรียญ” ลงใน ChatGPT บทความของ CNN ก็จะถูกยกขึ้นมา และ Virgin Experience Gifts ก็ได้รับการอ้างอิง
เนื้อหาไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับแบรนด์เราทั้งหมดก็ได้นะ แค่ต้องมีการรวมแบรนด์เราไว้ในบริบทที่ถูกต้อง และอยู่บน Publisher ที่ AI เชื่อถือก็พอแล้วครับ
- งานวิจัยและผลสำรวจผู้บริโภคที่อ้างอิงข้อมูล: เนื้อหาที่มาพร้อมกับงานวิจัยจะมีน้ำหนักมากกว่าข้อความจากแบรนด์ทั่วไปมาก เพราะมันให้หลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่ AI สามารถใช้อ้างอิงได้เลย
เราเห็นเรื่องนี้ชัดเจนกับงานวิจัยและแคมเปญที่ใช้ข้อมูลนำ อย่างเช่น ลูกค้า Fortune 500 รายหนึ่งที่เป็นแบรนด์อาหารสุนัข ได้สร้างงานวิจัยเกี่ยวกับเมืองที่เป็นมิตรกับสุนัขมากที่สุดในอเมริกา แล้ว Time Out ก็เอาผลวิจัยไปเผยแพร่ ตอนนี้งานวิจัยนี้ก็ไปปรากฏอยู่ใน AI Overviews สำหรับการค้นหาที่เกี่ยวข้องแล้วครับ
นักข่าวเองก็ให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลที่ใช้ Data เป็นหลัก เพื่อให้เนื้อหาของพวกเขาเป็นที่มองเห็นใน LLM ได้ง่ายขึ้นด้วยนะ
- Thought Leadership และ Expert Commentary: การสร้าง Thought Leadership คือหนึ่งในวิธีที่มีผลกระทบสูงมากในการสร้าง การมองเห็นแบรนด์ใน AI Search และมักจะถูกใช้น้อยเกินไป จากการวิเคราะห์ของ Salient tool ของ Journey Further ที่ดูบทความกว่า 4,000 ชิ้นที่มี DA40+ พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งมี Expert Commentary หรือ Data Studies ไม่ใช่แค่เนื้อหาเกี่ยวกับสินค้า
แต่ความต้องการผู้เชี่ยวชาญก็สร้างปัญหาเหมือนกันนะ บางเอเจนซี่สร้างผู้เชี่ยวชาญปลอมขึ้นมา อย่างใน UK มีสำนักข่าวหลายแห่งนำเสนอเรื่องราวของพนักงานทำความสะอาดราชวงศ์ ก่อนที่นักข่าวจะพบว่าผู้เชี่ยวชาญคนนั้นไม่มีอยู่จริง
ผลก็คือนักข่าวตอนนี้ตรวจสอบแหล่งข้อมูลอย่างเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม และการใช้ผู้เชี่ยวชาญที่สร้างจาก AI ปลอม ก็อาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงแบรนด์เราในระยะยาวได้เลยนะ
- “ผู้เชี่ยวชาญที่ดี” ควรเป็นแบบไหน:
- มีประสบการณ์ที่น่าเชื่อถือ
- มีประวัติผู้เขียนที่เผยแพร่บนเว็บไซต์
- มีโปรไฟล์ LinkedIn ที่อัปเดต
- มีข้อมูลอ้างอิงที่นักข่าวตรวจสอบได้
ใช้ Digital PR เป็นกลไกในการเผยแพร่ หลายทีมยังมองว่า Digital PR แค่เรื่องลิงก์ แต่มันแคบไปนะ Digital PR คือกลไกที่ทำให้ทุกอย่างทำงานร่วมกัน และเสริมสร้างสัญญาณความน่าเชื่อถือใน 3 ด้านหลัก:
- Traditional Search ที่ E-E-A-T ยังคงสำคัญ
- AI Overviews ที่เลือกและสรุปแหล่งข้อมูล
- LLM Responses ที่สร้างคำตอบจากแหล่งอ้างอิงหลายแห่ง
คุณต้องเลือกแล้วว่าจะ “เป็น” แหล่งข้อมูลที่ LLM อ้างอิง หรือ “ทำให้” แบรนด์ของคุณไปอยู่ในแหล่งข้อมูลที่ AI ใช้ในการตอบคำถาม
- “ผู้เชี่ยวชาญที่ดี” ควรเป็นแบบไหน:
วัดผลการมองเห็นใน AI Search อย่างไร?
หลายคนอาจจะคิดว่า PR วัดผลยาก แต่จริง ๆ แล้วมันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไปนะ ที่ Journey Further ทุกแคมเปญ PR จะเริ่มจาก Insight และจบด้วย Evidence ครับ นี่คือกรอบการทำงาน:
- สร้าง Prompt Bank จากความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย: เนื่องจากเราไม่มีข้อมูล Volume ระดับ Prompt เป้าหมายคือการสร้างชุดคำถามที่เป็นตัวแทนที่สะท้อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราค้นหายังไง คุณสามารถทำได้จาก 3 แหล่งหลักนี้:
- Google People Also Ask (PAA): เป็นสะพานเชื่อมธรรมชาติระหว่างคีย์เวิร์ดกับคำค้นหาแบบสนทนา แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันให้คำถามพร้อมข้อมูล Volume ที่ใช้เป็นตัวแทนของ Demand ได้
- Reddit discussions: แสดงให้เห็นภาษาที่กลุ่มเป้าหมายใช้ในการอธิบายปัญหาและถามคำแนะนำ ซึ่งนี่ก็คือบทสนทนาที่ LLM ใช้ฝึกฝนด้วย ทำให้มีค่ามาก
- AI Search Prompts: คือคำถามที่กลุ่มเป้าหมายถาม โดยอ้างอิงจากรูปแบบของ PAA, ฟอรัม และงานวิจัยของเราเอง ที่ Journey Further เราใช้ Prompt Bank กว่า 2,000 คำถามสำหรับติดตามลูกค้า ซึ่งครอบคลุม Intent หลัก ๆ ในทุก Funnel ดึงมาจาก PAA, FAQ, แหล่งรีวิว และการสนทนาในฟอรัม
Prompt Bank นี้จะกลายเป็นรากฐานสำหรับทุกอย่าง รวมถึงการติดตาม การมองเห็นแบรนด์ใน AI Search, การระบุ Citation Gaps และการวัดว่ากิจกรรม PR และ Content ของเรามีผลแค่ไหน
- บทความ Listicle และรีวิวสินค้า: การที่แบรนด์เราไปปรากฏในลิสต์ “สิ่งที่ดีที่สุด” หรือในบทความแนะนำ เป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งมากสำหรับ AI Visibility บทความรูปแบบนี้มักจะปรากฏในคำตอบของ LLM บ่อย ๆ เพราะมันตรงกับวิธีที่ผู้ใช้งานถามคำถามเลย
- ติดตามการปรากฏของแบรนด์ในหลาย ๆ โมเดล: ใน AI Search ไม่มี Ranking เหมือนเดิม ดังนั้นเราต้องวัด Visibility ในแบบที่ต่างออกไป Metric ที่สำคัญคือ “Brand Occurrence” หรือการปรากฏของแบรนด์ และนี่คือวิธีวัด:
- ติดตามการปรากฏในโมเดลที่กลุ่มเป้าหมายของคุณใช้งาน
- จัดลำดับความสำคัญของแพลตฟอร์มตามข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย
- วัด Brand Mentions ใน Prompt Bank ของคุณ
สิ่งนี้จะทำให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่าแบรนด์ของคุณปรากฏที่ไหนบ้าง และขาดหายไปที่ไหนบ้าง จากนั้นก็เจาะลึกไปที่ URL ที่ถูกอ้างอิง ระบุว่าโมเดลใช้แหล่งข้อมูลใดในการอ้างอิงแบรนด์ของคุณหรือคู่แข่ง ระบุคำตอบที่คู่แข่งปรากฏแทน และใช้แหล่งอ้างอิงเหล่านั้นเพื่อกำหนดว่าควรเน้นการทำ PR ตรงไหน
- ใช้ Fan-out Queries เพื่อทำความเข้าใจว่า LLM ชอบอะไร: Fan-out Queries แสดงให้เห็นว่า LLM แตกคำถามเดียวออกเป็นคำค้นหาที่ซับซ้อนหลาย ๆ อย่างได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น คำถามว่า “CRM ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่” ไม่ได้ให้คำตอบง่าย ๆ โมเดลจะขยายคำถามออกเป็นมุมมองต่าง ๆ และสังเคราะห์เป็นคำตอบที่ครอบคลุมหลายเวอร์ชันของคำถาม
เมื่อคุณวิเคราะห์สิ่งนี้ในวงกว้าง รูปแบบจะเริ่มปรากฏขึ้น ที่ Journey Further เราพบว่า:
- 41% ของ Fan-out Queries มีความยาว 9 คำ
- 71% มี Superlatives เช่น best, fastest, หรือ cheapest
- ความใหม่, ราคา และรีวิว ปรากฏอย่างสม่ำเสมอในคำค้นหา
สิ่งนี้จะบอกคุณว่า LLM ให้ความสำคัญกับอะไรเมื่อสร้างคำตอบ และให้ทิศทางสำหรับกลยุทธ์ของคุณ
- ติดตาม AI Bot Requests และเชื่อมโยงกับ Performance Metrics: ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือข้อมูลของคุณเอง ตั้งค่าแผงควบคุม Bot Request และเชื่อมโยงกิจกรรมของ AI Bot กับ Performance Metrics ที่คุณติดตามอยู่แล้ว รวมถึง Search Console Clicks, GA Sessions และ Conversions ที่ Journey Further เราเห็นความสัมพันธ์สูงระหว่าง Search Console Clicks กับ ChatGPT Requests ในระดับหน้าเว็บ เนื้อหาที่ทำได้ดีในการค้นหาแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่จะถูก AI อ้างอิง ซึ่งเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่า “SEO ที่ดี คือ GEO ที่ดี”
แต่คุณค่าที่แท้จริงมาจาก Gap หรือช่องว่างนะ เวลาที่หน้าเว็บหนึ่งได้ Search Console Clicks สูง แต่ได้ ChatGPT Requests ต่ำ นั่นเป็นสัญญาณว่ามีบางอย่างขัดขวาง AI Bots ไม่ให้ดึงเนื้อหาไปได้ ค้นหา Gap เหล่านั้นเพื่อปรับปรุง On-site Optimization
ข้อมูลนี้ยังช่วยแก้ปัญหาที่ทีมส่วนใหญ่เจอเวลาต้องรายงานต่อผู้บริหาร แพลตฟอร์ม AI เป็นสภาพแวดล้อมแบบปิด การทำ Attribution จึงจำกัด การเชื่อมโยงข้อมูล Bot กับ Metrics ที่มีอยู่จะช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ และให้สิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นได้ครับ
มุมมองจากเราต่อการสร้าง Visibility ใน AI Search
จากที่เราได้คุยกันไป เรามองว่ากุญแจสำคัญในการชนะ การมองเห็นแบรนด์ใน AI Search คือการทำให้แบรนด์ของเราเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและคู่ควรกับการอ้างอิงจริง ๆ ไม่มีทางลัดสำหรับเรื่องนี้นะครับ การที่แบรนด์ถูกกล่าวถึงและการอ้างอิงที่ได้รับนั้นเป็นผลพลอยได้จากการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง และจะค่อย ๆ สะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นการเน้นที่ความน่าเชื่อถือผ่าน Expert Commentary, งานวิจัยที่อ้างอิงข้อมูล และกลยุทธ์ PR ที่มุ่งเน้นความน่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ
ที่มา: moz.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- Ahrefs พบ Google ยังจัดอันดับคอนเทนต์จาก AI ติดท็อป 3 หากเนื้อหามีคุณภาพจริง
- Google AI Overviews แสดงผลในคำค้นหาชื่อแบรนด์พุ่งแตะ 83%
- Ahrefs เผยวิธีใช้ Claude Code ช่วยวิเคราะห์และทำคอนเทนต์ SEO
- Ahrefs เตือนเว็บแบบ Static เสี่ยงเจอปัญหาทางเทคนิคหากตั้งค่าไม่ครบ
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]
- รวมถึง: