หลายครั้งที่เราขับรถอยู่บนท้องถนน หรือกำลังเดินเล่นผ่อนคลายในสวนสาธารณะ แล้วจู่ๆ ก็มีไอเดียดีๆ พุ่งเข้ามาในหัว แต่กลับไม่สามารถจดบันทึกหรือประมวลผลมันได้อย่างเต็มที่ เพราะมือไม่ว่างหรือไม่สะดวกที่จะเปิดอุปกรณ์ดิจิทัลขึ้นมา นั่นเป็นสถานการณ์ที่นักข่าวเทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Joanna Stern จาก New Things มักจะพบเจออยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเธอตัดสินใจทำการทดลองครั้งใหญ่ ด้วยการใช้ AI เสียง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันเกือบทุกด้านตลอดหนึ่งปีเต็ม เพื่อเขียนหนังสือของเธอที่ชื่อว่า “I Am Not a Robot: My Year Using AI to Do (Almost) Everything”
⏱ ใช้เวลาอ่านประมาณ 14 นาที
การทดลองของ Stern นั้นครอบคลุมตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า AI ไปจนถึงแว่นกันแดดอัจฉริยะ และแม้กระทั่ง “แฟนหนุ่ม” AI แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งปี เธอพบว่ามีเพียงเครื่องมือเดียวเท่านั้นที่โดดเด่นและกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเธอมาจนถึงปี 2026 นั่นคือ “AI เสียง”
หัวใจของการทดลองหนึ่งปี AI เสียงคือคำตอบ
ตลอดการทดลอง Joanna Stern ได้สร้างกิจวัตรใหม่ในการพูดคุยกับ ChatGPT ในโหมดเสียงเกือบทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเดินทางในรถ เธอเล่าว่านี่เป็นนิสัยที่เธอยังคงรักษาไว้แม้หลังจากที่หนังสือของเธอตีพิมพ์เสร็จแล้วก็ตาม
สร้าง “BookBots” คู่คิดส่วนตัว
ระหว่างการเขียนหนังสือ Stern ใช้ ChatGPT และ Claude เพื่อสร้างสิ่งที่เธอเรียกว่า “BookBots” ซึ่งเป็น AI ส่วนตัวที่เข้าถึงโครงเรื่อง การวิจัย และบทถอดเสียงทั้งหมดของเธอ BookBots เหล่านี้สามารถช่วยในการแก้ไขงาน คำนวณ ระดมความคิด และอื่น ๆ อีกมากมาย เธอเล่าว่าการพูดคุยกับ BookBots ผ่าน AirPods เป็นวิธีที่ช่วยให้เธอ “อยู่ในเส้นทาง” การประมวลผลความคิดด้วยการพูดคุยเป็นสิ่งที่รู้สึก “เป็นธรรมชาติ” และมักจะ “จุดประกายความคิดใหม่ๆ” นอกจากนี้เธอยังชื่นชมว่า AI เสียง “ฟังดูเป็นมนุษย์มาก” และพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตลอดทั้งปี ที่สำคัญคือ มันช่วยลดความกดดัน เพราะ “เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าแชทบอทจะคิดว่าเราสะกดผิดหรือพูดอะไรผิดไป” AI ไม่ได้ตัดสินเรา
เปลี่ยนเวลารถติดให้เป็นโอกาสสร้างสรรค์
Stern เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งขณะขับรถ ไอเดียมากมายผุดขึ้นมาในหัว ในขณะที่ลูกชายกำลังดูหนังอยู่เบาะหลัง เธอใช้เวลาอยู่กับ AI เหมือนมีเพื่อนร่วมทาง “ทำงานผ่านธีมหลักของหนังสือโดยมี AI เป็นเหมือนกระดานระดมความคิด”
เธอยอมรับว่าบางครั้งก็รู้สึก “เศร้าเล็กน้อย” ที่ต้องคุยกับบอทเหมือนคุยกับเพื่อนในโทรศัพท์ แต่ในขณะเดียวกัน การใช้ AI ก็ทำให้เธอสามารถอยู่กับลูกชายได้อย่างเต็มที่เมื่อไปถึงจุดหมายที่ชายหาด เพื่อเล่นบูกี้บอร์ด โดย “มีความกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำต่อไปน้อยลง”
ก่อนการทดลอง เธอจะฟังพอดแคสต์หรือเพลงขณะเดินทาง และเมื่อมีไอเดียเข้ามาในหัวก็ไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ แต่ด้วย AI เสียง เธอสามารถใช้เวลาเหล่านั้นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งต่างๆ ได้
ประโยชน์ที่เหนือกว่าแค่ความสะดวก
Stern เล่าว่าเธอยังคงใช้โหมดเสียงของ AI ต่อไปอีกนานหลังจากที่การทดลองสิ้นสุดลง เธอใช้มันเพื่อระดมความคิดหรือร่างคำถามสัมภาษณ์ขณะเดินหรือขับรถไปรอบๆ นิวยอร์ก
ลดความกังวล เพิ่มความพร้อม
“มันยังคงมีประโยชน์อย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานและกระบวนการคิดของฉัน” เธอกล่าว “มันทำให้ฉันวิตกกังวลน้อยลงและเตรียมพร้อมมากขึ้นสำหรับการประชุมหรือการสัมภาษณ์”
สำหรับ Stern การใช้ AI เสียงมีประโยชน์อย่างยิ่งในเวลาที่เธอต้องการทุ่มเทความสนใจให้กับงานเพียงอย่างเดียว “หน้าจอของเราอาจทำให้เสียสมาธิได้” เธอกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงการแจ้งเตือนที่ถาโถมเข้ามา หากคุณกำลังจ้องมองโทรศัพท์หรือแล็ปท็อป “สำหรับฉันแล้ว เสียงช่วยให้ฉันมีสมาธิและพูดคุยผ่านความคิดต่างๆ ได้”
เมื่อ AI พร้อมเสมอไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน
บางครั้งมันก็เป็นเรื่องของความสะดวก หาก Stern ต้องเดินทางกลับบ้านในตอนดึก เพื่อนร่วมงานอาจไม่รับโทรศัพท์ หรือหากเธอมีเวลาเพียงห้านาทีในการวิ่งจากที่ประชุมหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ก็ไม่พอสำหรับการโทรศัพท์ “AI พร้อมให้บริการเสมอ” เธอกล่าว และหากเธอมีไอเดียที่ยังไม่สมบูรณ์ เธอก็สามารถพูดคุยกับ AI ก่อนเพื่อนำเสนอเวอร์ชันที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นให้กับผู้อื่นในภายหลัง
ข้อควรระวังและมุมมองที่ควรจำ
การทดลองของ Stern เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลายองค์กรกำลังส่งเสริมให้พนักงานนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ข้อมูลจาก CNBC และ SurveyMonkey Quarterly AI and Jobs Survey ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคมชี้ว่า มากกว่าครึ่ง (57%) ของพนักงานใช้ AI ในที่ทำงาน และประมาณหนึ่งในสามกล่าวว่ามันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 73% สำหรับผู้ที่ใช้ AI ทุกวันหรือทุกสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า AI บางครั้งก็ “หลอน” หรือสร้างข้อมูลเท็จได้ ดังนั้นคุณควรตรวจสอบผลลัพธ์ของมันอีกครั้ง นอกจากนี้นักจิตวิทยายังเตือนว่าแชทบอทหรือคู่หู AI ไม่ควรเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์
Joanna Stern แนะนำให้ใช้ AI เสียง แต่ก็ย้ำว่า “เราต้องจำไว้ว่าพวกเขาไม่ใช่มนุษย์ อย่าให้เราทุกคนถูกหลอกด้วยสิ่งนั้น”
ความคิดเห็นจากผู้เขียน: เส้นแบ่งระหว่าง AI และความเป็นมนุษย์
เรื่องราวของ Joanna Stern เป็นเหมือนภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า AI ได้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความกังวลในชีวิตประจำวันของเราได้มากเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการประมวลผลความคิดและระดมสมอง การมี AI เสียงเป็นเหมือนคู่คิดที่พร้อมอยู่เสมอ ทำให้เราสามารถใช้เวลาทุกนาทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเข้าถึงไอเดียของเราได้ทันทีที่มันผุดขึ้นมา
แต่ในขณะเดียวกัน ข้อความเตือนของ Stern ก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่ควรมองข้าม ไม่ว่า AI จะฟังดูเป็นมนุษย์หรือช่วยอำนวยความสะดวกได้มากแค่ไหน สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่ามันยังคงเป็นเครื่องมือ และความสัมพันธ์ของมนุษย์ การตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และการพึ่งพาความคิดวิเคราะห์ของเราเอง ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุดในปี 2026 และต่อๆ ไป
คำถามที่พบบ่อย
Joanna Stern คือใคร และการทดลอง AI ของเธอคืออะไร?
Joanna Stern เป็นนักข่าวเทคโนโลยีชื่อดังที่ใช้เวลาหนึ่งปีเต็มในการทดลองรวม AI เข้ากับทุกแง่มุมของชีวิตและการทำงานของเธอ เพื่อเขียนหนังสือ 'I Am Not a Robot' ของเธอ
เครื่องมือ AI ใดที่ Joanna Stern พบว่ามีประโยชน์ที่สุดและยังคงใช้ในปี 2026?
เธอพบว่า 'AI เสียง' (AI Voice Tools) โดยเฉพาะโหมดเสียงของ ChatGPT เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ที่สุด เธอใช้มันแทบทุกวันเพื่อระดมความคิด แก้ไขงาน และเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์
การใช้ AI เสียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Joanna Stern ได้อย่างไร?
AI เสียงช่วยให้เธอสามารถใช้เวลาที่เสียไปกับการเดินทางหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อประมวลผลความคิด ระดมสมอง และเตรียมความพร้อมสำหรับงาน ลดความกังวลและทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นในการเข้าประชุมหรือสัมภาษณ์
มีข้อควรระวังอะไรบ้างในการใช้ AI เสียงหรือ AI โดยทั่วไป?
แม้ AI จะมีประโยชน์ แต่ Joanna Stern และผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า AI ไม่ใช่มนุษย์ และอาจให้ข้อมูลที่ผิดพลาด (hallucinate) ได้ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อมูลเสมอ และไม่ควรให้ AI เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์
ที่มา: news.google.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เจาะลึก Arya แพลตฟอร์ม AI เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับ CEO Offer Yehudai
- ยิมสมองไฮเทคในนิวยอร์กช่วยผู้สูงอายุรักษาสมองให้เฉียบคม
- ตลาดเทคโนโลยีการนอนหลับปี 2026 2035 เติบโตอย่างไรและมีอะไรน่าจับตา
- RL Health ชี้เทคโนโลยีฟื้นฟูร่างกายมาแรงช่วงฟุตบอลโลก 2026
ปัณณพัทธ์ โกษาแสง (Pannaphat Kosasaeng) | @krapalm นามปากกา “krapalm หนังสือซื้อแล้วอ่านด้วย”
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเว็บไซต์ digitalmore.co ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการเขียนคอนเทนต์ (Content Creator) และการพัฒนาบล็อกมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในการค้นคว้าข่าวสารด้านไอทีตั้งแต่สมัยศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ทำให้มีวิสัยทัศน์และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก่อนใคร
ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักในสายงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Programmer) ควบคู่ไปกับการเป็นนักอ่านตัวยงที่สะสมองค์ความรู้ผ่านการอ่านหนังสือมากกว่า 200 เล่มต่อปี มีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมในหลากหลายแขนง ทั้งด้านเทคโนโลยี, ข่าวสารสมาร์ทโฟน, การตลาดดิจิทัล (SEO), การลงทุน, สุขภาพ, จิตวิทยา ไปจนถึงไลฟ์สไตล์และบันเทิง
ติดต่อประสานงานและลงโฆษณา: [email protected]